การอ่านตัวเลขจากการวัด
ความนิยมของผู้ชม: / 14
แย่มากดีมาก 
 
 

ความเป็นมาของการวัด

ในสมัยโบราณบรรพบุรุษของเรายังไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการวัดระยะทาง เวลา พื้นที่ และปริมาตร จนบางครั้งเกิดปัญหาการสื่อความหมายไม่ตรงกัน เมื่อมีการติดต่อไปมาระหว่างชุมชน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้ต้องมีหน่วยการวัดและเครื่องมือที่ใช้ในการวัดที่ชัดเจนเพื่อสื่อความหมายได้ตรงกันมากขึ้น

สำหรับการวัดความยาวมีวิวัฒนาการเป็นลำดับคร่าวๆ โดยในระยะแรกๆ มีการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นเกณฑ์อ้างอิง เช่น 1 นิ้ว, 1 คืบ, 1 ศอก, 1 วา แต่ก็ยังไม่สามารถบอกความชัดเจนได้อยู่ดี เพราะ คืบ, ศอก, วา ของแต่ละคนที่ใช้ในการวัดยาวไม่เท่ากัน

ต่อมาจึงได้พัฒนาหน่วยการวัดให้เป็นมาตรฐานสากล ที่นิยมใช้กัน คือ ระบบอังกฤษ จะมีหน่วยวัดความยาวเป็น นิ้ว, ฟุต, หลา และ ไมล์ เป็นต้น

ระบบเมตริก ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2336 กำหนดหน่วยความยาวเป็น เซนติเมตร, เมตร และ กิโลเมตร เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2466 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัดโดยใช้หน่วยการวัดของระบบเมตริก โดยพระราชบัญญัติได้กำหนดไว้เฉพาะหน่วยการวัดความยาว พื้นที่ ปริมาตร และมวล มุ่งประสงค์สำหรับไว้ใช้โดยเฉพาะในการซื้อขาย เช่น

 

    2 ศอก เท่ากับ 1 วา
    1 ไร่ เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร
    1 บาท เท่ากับ 15 กรัม

เมื่อปี พ.ศ.2503 องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (International Organization for Standardization หรือชื่อย่อ ISO) ได้กำหนดให้มีระบบการวัดใหม่ขึ้น เพื่อใช้ในการวัดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นระบบเดียวกันทั่วโลก เรียกว่า ระบบระหว่างประเทศ (System International d’ Unites) หรือเรียกว่า SI นั่นเอง

เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์มีการแสดงผลการวัด 2 แบบ คือ

 

  1. การแสดงผลด้วยขีดสเกล เป็นการแสดงผลที่ใช้กันมานานแล้วจนถึงปัจจุบัน เช่น สเกลไม้บรรทัด สเกลของตาชั่ง สเกลบนกระบอกตวง สเกลบนหน้าปัดนาฬิกาแบบเป็นเข็ม สเกลเครื่องวัดทางไฟฟ้าแบบเข็ม เป็นต้น ผู้วัดจะต้องมีความชำนาญจึงจะอ่านค่าได้รวดเร็วและถูกต้อง (เครื่องมือวัดแบบแสดงผลด้วยขีดสเกล เช่น โวลต์มิเตอร์ แอมป์มิเตอร์)

     

  2. การแสดงผลด้วยตัวเลข เนื่องจากเทคโนโลยีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องมือวัดหลายชนิดแสดงผลเป็นตัวเลข เพื่อความสะดวกรวดเร็วและราคาก็ไม่แพงมากนักจึงได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น นาฬิกาข้อมือ เครื่องชั่ง เทอร์มอมิเตอร์ เป็นต้น

การอ่านผลจากเครื่องมือวัด

การอ่านผลจากเครื่องมือวัดทั้งแบบขีดสเกลและแบบตัวเลข ค่าที่อ่านได้จะเป็นตัวเลข แล้วตามด้วยหน่วยของการวัด เช่น กล่องดินสอยาว 20.25 เซนติเมตร ปูเป้มีมวล 46.525 กิโลกรัม เป็นต้น

การอ่านค่าจากเครื่องวัดให้ถูกมีวิธีการดังนี้

 

  1. การอ่านค่าจากเครื่องมือวัดแบบแสดงผลด้วยขีดสเกล ก่อนอ่านน้องๆ ต้องทราบความละเอียดของเครื่องมือวัดนั้นๆ ก่อนว่า สามารถอ่านได้ละเอียดที่สุดเท่าไร เช่น ไม้บรรทัดที่มีช่องสเกลเล็กที่สุดเท่ากับ 1 มิลลิเมตร หรือ 0.1 เซนติเมตร เราก็สามารถอ่านได้ละเอียดที่สุดเพียงทศนิยมตำแหน่งเดียวของเซนติเมตรเท่านั้น และเราต้องประมาณค่าตัวเลขหลังทศนิยมตำแหน่งที่สองเพื่อให้ได้ผลการวัดใกล้เคียงความจริงที่สุด และทุกครั้งที่อ่านค่าจากเครื่องวัดแบบสเกล ไม่ว่าชนิดใดก็ตามต้องให้ระดับสายตาที่มองตั้งฉากกับเครื่องวัดทุกครั้ง เพื่อจะได้ผลการวัดใกล้เคียงความจริงที่สุด

     

  2. การอ่านค่าจากเครื่องวัดแบบแสดงผลด้วยตัวเลข สามารถอ่านได้โดยตรงตามตัวเลขบนจอภาพ เช่น เวลา 11.15 นาฬิกา กล่องหนัก 1.45 กิโลกรัม เป็นต้น ไม่ต้องบอกค่าประมาณ สำหรับค่าความไม่แน่นอน หรือความคลาดเคลื่อนของผลการวัดนั้น ถ้าจำเป็นจะต้องระบุ ให้ดูจากคู่มือการใช้งานของเครื่องมือวัดนั้นๆ ประกอบด้วยเสมอ

การเลือกใช้เครื่องมือวัด

เนื่องจากเครื่องมือวัดแต่ละประเภทมีความละเอียดแตกต่างกัน การที่จะเลือกเครื่องมือวัดแบบใดหรือประเภทใด ก็ต้องดูตามความเหมาะสมกับงานนั้นๆ เช่นการวัดความยาวทั่วๆ ไป ควรใช้ตลับเมตรหรือไม้เมตร ซึ่งมีความละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร ก็พอเพียงแล้ว แต่สำหรับงานกลึง หรืองานเจียระไนโลหะ เครื่องมือวัดที่ต้องใช้ต้องมีความละเอียดถึงระดับ 0.1 มิลลิเมตร หรือ 0.01 มิลลิเมตร สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นไม้บรรทัดจึงใช้วัดไม่ได้ ต้องใช้ เวอร์เนียร์ หรือ ไมโครมิเตอร์

เวอร์เนียร์ ซึ่งสามารถวัดได้ละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร

ไมโครมิเตอร์ ซึ่งสามารถวัดได้ละเอียดถึง 0.01 มิลลิเมตร

Total is 0.45 + 0.013 = .463 (การอ่านค่า ไมโครมิเตอร์)


สิ่งที่มีผลกระทบต่อความถูกต้องของการวัด

เนื่องจากในการวัดเราต้องการให้ได้ผลถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความถูกต้องของการวัด เช่นเครื่องมือวัด วิธีการวัด ผู้ทำการวัด และสภาพแวดล้อมขณะทำการวัดเป็นต้น ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

 

  1. เครื่องมือวัด เครื่องมือวัดที่ใช้ต้องได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบแล้วจากผู้ผลิต และควรเก็บรักษาอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพเร็วเกินไป และจะใช้งานได้ดี ควรศึกษาจากคู่มือของเครื่องมือวัดนั้นๆ

     

  2. วิธีการวัด ในการวัดปริมาณอย่างเดียวกัน วิธีการวัดอาจแตกต่างกัน เช่น การวัดความสูงของคน การวัดความกว้างของแม่น้ำ วิธีการวัดและเครื่องมือย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นการจะใช้วิธีการวัดแบบใดต้องให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัดและข้อควรระวังในขณะทำการวัดจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณที่ต้องการวัด หรือมีผลกระทบให้น้อยที่สุด

     

  3. ผู้ทำการวัด มีความสำคัญมากในการเก็บข้อมูล ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือวัด วิธีการวัดเป็นอย่างดี เพื่อที่จะได้เลือกเครื่องมือวัด และวิธีการอย่างเหมาะสมกับงานที่ต้องการวัด รวมทั้งต้องเป็นคนที่มีความรอบคอบและสภาพร่างกายมีความพร้อม

     

  4. สภาพแวดล้อมขณะทำการวัด ขณะทำการวัดสภาพแวดล้อมต้องไม่มีผลกระทบต่อสิ่งที่ทำการวัด เช่น ถ้าต้องการวัดความสว่างของหลอดไฟ ต้องปิดห้องให้มิดชิดอย่าให้แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้ผลการวัดผิดพลาด

ที่มาข้อมูล : http://www.cmw.ac.th
ขอบคุณภาพจาก : http://teacher.skw.ac.th
 

สื่อการสอน

ฝึกการใช้เวอร์เนียร์

 คลิกครับ


ฝึกการใช้ ไมโครมิเตอร์

การทดลองวัดไมโครมิเตอร์  พร้อมทั้งทฤษฎีการวัด  กดครับ


ทดลองอ่านตัวเลขเวลาจากนาฬิกา

คลิกครับ

      ให้ท่านคลิก นาฬิกาอนาล็อกให้ตรงกับนาฬิกาดิจิตอล  หรือกลับกันให้ นาฬิกาดิจิตอล ตรงกับ นาฬิกาอนาล็อก ให้ตรงกัน


ฝึกการใช้เครื่องคิดเลข

คลิกครับ


การวัดมุม

คลิกครับ 


        การทดสอบรองเท้าบู๊ต  เช่น รับน้ำหนัก  เดินลุยน้ำ และอุณหภูมิ  คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

แบบทดสอบ

เลือกข้อที่ถูกต้อง

คลิกครับ 


Views: 27336

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 42082451

Who's Online