63 ปีรำลึกฮิโรชิมาและนางาซากิ
ความนิยมของผู้ชม: / 6
แย่มากดีมาก 

 

63 ปีรำลึกฮิโรชิมาและนางาซากิ
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้





63 ปีหลังฮิโรชิมาและนางาซากิ ถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 6 และ 9 ส.ค. 2488 ตามลำดับ คนญี่ปุ่น คนอเมริกัน และคนเชื้อชาติอื่นๆ ทั่วโลก ยิ่งส่งเสียงเรียกร้องให้มีมาตรการระดับโลก ที่จะป้องกันมิให้โศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เกิดขึ้นได้อีก

วันที่ 6 ส.ค. 2551 ที่ฮิโรชิมามีการจัดพิธีรำลึกถึงชีวิตมนุษย์กว่า 1.4 แสนคน ที่ต้องสังเวยให้กับระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก ที่ถูกนำมาใช้กับมนุษย์


ในวันที่ 6 ส.ค. 2551 นายทาดาโตชิ อะคิบา นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา นำผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและจากทั่วโลก จำนวน 4.5 หมื่นคน ยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแด่โศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อน เวลา 08.15 น. เวลาที่ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น เหนือฮิโรชิมา ที่ตำแหน่งบริเวณศูนย์กลางการระเบิด..

 


นกเขาจำนวนมากถูกปล่อยบินอยู่เหนือบริเวณโดมระเบิดนิวเคลียร์ที่อุทยานสันติภาพรำลึก (Peace Memorial Park)


เรื่องราวของเด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว ก็ได้รับการรำลึกถึงอย่างมิให้ลืมเลือนไปได้


ในพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อน ที่ฮิโรชิมา นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา ได้ประกาศการเริ่มต้นโครงการสองปี เพื่อศึกษาผลกระทบเชิงจิตวิทยาจากเหตุโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา และในพิธีเดียวกัน นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมาก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา ยุติการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด


เมื่อปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นได้เสนอต่อองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้มีการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีอยู่ และนายทาดาโตชิ อะคิบา ก็ได้เรียกร้องในวันรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา เมื่อ 63 ปีก่อนว่า มาถึงวันนี้ มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 170 ประเทศแล้ว ที่เห็นด้วยกับการเรียกร้องของญี่ปุ่น เหลืออยู่เพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ยังไม่เห็นด้วย และ 1 ใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา...


ดังนั้น ก็จึงหวังกันว่า สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ปีนี้ จะฟังเสียงเรียกร้องจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก


นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายยาสุโอะ ฟูคูดะ ก็ได้กล่าวในพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อนที่ฮิโรชิมา ยืนยันว่าประเทศญี่ปุ่นจะยังคงยืนหยัดในนโยบายต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และญี่ปุ่นก็จะไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์


*****
 



อีกสามวันต่อมา ในวันที่ 9 ส.ค. 2551 ก็มีพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ครั้งที่สองของโลก ที่เมืองนางาซากิ...


ที่นางาซากิ มีผู้คนเป็นเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์ประมาณ 8 หมื่นคน


****


มิใช่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ที่มีกิจกรรมพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์จากสงครามโลกครั้งที่สอง ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศคู่กรณีกับญี่ปุ่น คือ สหรัฐอเมริกา ก็มีกิจกรรมพิธีร่วมรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิด้วย


ที่เมืองดูลูท รัฐมินนิโซตา ในสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ Duluth News Tribune ฉบับวันที่ 6 ส.ค. 2008 รายงานข่าวกิจกรรมร่วมรำลึกครบรอบ 63 ปี แห่งการใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับฮิโรชิมา


ผู้ร่วมพิธีสวมปลอกแขนเสื้อสีดำ เพื่อรำลึกโศกนาฏกรรมในวันนั้น มีการฉายภาพยนตร์ “White Light/Black Rain” (แสงสว่างขาว/ฝนดำ หมายถึงแสดงสว่างจ้าจากระเบิดนิวเคลียร์ และฝนดำจากฝนหลังระเบิดนิวเคลียร์ที่ปนเปื้อนฝุ่นกัมมันตรังสี) และการเสวนาในโบสถ์และกิจกรรมอื่นๆ ต่อเนื่องถึงวันที่ 9 ส.ค. เพื่อรำลึกถึง 63 ปีของการใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับนางาซากิ


มีรายงานแสดงความเปลี่ยนแปลงความคิดของทหารผ่านศึกอเมริกันคนหนึ่ง เกี่ยวกับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมา และนางาซากิ ที่อาจสะท้อนความคิดความรู้สึกของทหารผ่านศึกคนอื่นๆ ด้วย


แอนดี แอนเดอร์ ในปัจจุบันอายุ 82 ปี รำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองว่า...


ในวันที่ 6 เม.ย. 2488 เขาเป็นพนักงานประจำเครื่องรับส่งวิทยุในเรือรบยูเอสเอส มอร์ริส และในวันนั้น เรือรบยูเอสเอส มอร์ริสถูกโจมตีด้วยเครื่องบินญี่ปุ่นปฏิบัติการฆ่าตัวตาย หรือกามิกาเซ อันลือเลื่องของญี่ปุ่น


แอนดี เล่าว่า ในวันนั้นมีทหารเรือ และพลประจำการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวน 68 นาย


สามเดือนต่อมา ในวันที่ 6 และ 9 ส.ค. 2488 อเมริกาก็ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 14 ส.ค. 2488


แอนดี กล่าวว่า ในทันทีที่สงครามยุติลง หลังการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ เขาก็รู้สึกยินดีและสะใจกับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์


ทว่าต่อมาหลังปี 2488 ความรู้สึกของเขาต่อการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มญี่ปุ่น ก็เปลี่ยน


ปัจจุบัน แอนดี เป็นสมาชิกของกลุ่มทหารผ่านศึกเพื่อสันติภาพ (Veterans for Peace) เขากล่าวถึงสงครามว่า “สงครามเป็นความบ้าคลั่งไม่ว่าจะมองในแนวใด”


วันที่ 4 ส.ค. 2551 แอนดี เป็นผู้อ่านประกาศของนายกเทศมนตรีเมืองดูลูท คือ ดอน เนสส์ ให้วันที่ 6-9 ส.ค. 2551 เป็นวันร่วมรำลึกถึงการทิ้งระเบิดใส่ฮิโรชิมาและนางาซากิ


แอนดี กล่าวถึงการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิว่า “อย่างแน่นอน เราจำเป็นต้องทดลองมัน แต่เราต้องทดลองเพื่อดูว่ามันจะฆ่าคนได้มากแค่ไหนหรือ?” และกล่าวถึงการทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่นว่า “ถ้าจำเป็นจะต้องทำ ก็น่าจะเป็นการแสดงฤทธิ์เดชของระเบิดนิวเคลียร์ก็พอ โดยการไปทิ้งใส่เกาะที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้ญี่ปุ่น”


การตัดสินใจทิ้งระเบิดใส่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เกิดจากฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์สงครามของสหรัฐอเมริกา หลังการยกพลขึ้นยึดเกาะอิโวจิมา และโอกินาวา ของกองทัพสหรัฐ ซึ่งมีการสูญเสียอย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการประกาศสู้ตายของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ที่จะต่อต้านกองทัพสหรัฐ จนกระทั่งถึงคนสุดท้าย ทำให้ฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์สหรัฐบอกอดีตประธานาธิบดีสหรัฐขณะนั้น คือ แฮร์รี ทรูแมน ว่าจะต้องสูญเสียกำลังฝ่ายสหรัฐเอง เป็นจำนวนหลายแสนคน ถ้าจะยกพลบุกยึดญี่ปุ่นให้ได้...


แต่สำหรับ แอนดี เขาเชื่อว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มญี่ปุ่นเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การเมือง ที่สหรัฐอเมริกาต้องการแสดงเพื่อข่มสหภาพโซเวียตมากกว่า ... เพราะสหภาพโซเวียตขณะนั้น กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐอเมริกาอย่างเด่นชัด!

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551

จาก Posttoday


ชาวนางาซากิเผยประสบการณ์จากระเบิดปรมาณู
โดย :
ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ Fri, 2010-08-13 02:57


รายงานวงเสวนา "ประสบการณ์ด้านปรมาณูในนางาซากิ" ที่เชียงใหม่ โดยฮะคะริยะ มิชิโอะ สมาชิกชมรมสนับสนุนสันติภาพในนางาซากิ ผู้ได้รับผลกระทบจากระเบิดปรมาณูเมื่อ 65 ปีที่แล้ว “ผมอยากจะให้ท่านศึกษาสันติภาพโดยผ่านวิกฤตจากระเบิดปรมาณู”

“ก่อนวันที่จะมีการทิ้งระเบิดปรมาณูลงมา ผมได้นัดหมายกับเพื่อนว่า‘พรุ่งนี้เราไปตกปลาฮะเซะที่แม่น้ำอุระคะมิกันเถอะ’ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2488 ผมถูกพ่อแม่ตะคอกว่า‘ทำการบ้านแล้วค่อยไป’ ในขณะที่ทำการบ้านอยู่อย่างไม่มีทางเลือกนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น และมีแสงสว่างเจิดจ้าห่างออกไปประมาณ 3,800 เมตร จากนั้นมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากที่แม่น้ำอุระคะมิ เพื่อนผมดังกล่าวสูญหายไป เป็นการนัดหมายกับนักเรียนชั้น ป.2 ที่แม้แต่ปัจจุบันก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่ตลอดเวลา ชีวิตของมนุษย์ยังมีวิกฤตที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แต่ก็มนุษย์มีปัญญาที่จะทำให้วิกฤตดังกล่าวลดน้อยลงได้ ผมอยากจะให้ท่านศึกษาสันติภาพโดยผ่านวิกฤตจากระเบิดปรมาณู”

(ข้อความจากป้ายประชาสัมพันธ์หน้างานเสวนา)


เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ห้อง 4210 อาคาร 4 สาขาวิชาสังคมศึกษาและสิ่งแวดล้อม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดบรรยายในหัวข้อ "ประสบการณ์ด้านปรมาณูในนางาซากิ" โดยคุณฮะคะริยะ มิชิโอะ สมาชิกของชมรมสนับสนุนสันติภาพในนางาซากิ ดำเนินรายการโดย เชษฐภูมิ วรรณไพศาล อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า วันที่ 14 ก็เป็นวันครบรอบอีกวันหนึ่งที่พวกเราในฐานะที่เป็นครูสังคมศึกษาทุกคนจะต้องจดจำว่าเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเราก็คิดว่าเดือนสิงหาคมน่าจะเป็นเดือนหนึ่งที่เราจะมาคุยกันเรื่องสันติภาพ เพราะว่า หนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเดือนแห่งความรักนั่นก็คือวันแม่ ในอีกแง่หนึ่งคือ แม่เป็นผู้พิทักษ์สันติภาพให้แก่พวกเราทุกคน ก็เลยคิดว่าวันที่ 14 สิงหาคมที่จะถึงนี้ก็เป็นวันสำคัญเช่นเดียวกัน และพวกเราก็คิดว่าในวันนี้เราต้องการสันติที่เกิดขึ้นในสังคมโลก เหตุการณ์ในนางาซากิก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ใช้เป็นแบบเรียน ใช้ในการศึกษา ทุกคนก็จะจำได้ว่าที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเป็นมูลเหตุของการยุติสงครามโลก โดยกำหนดการรำลึกสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 15 ประเด็นวันนี้คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาได้รับผลกระทบเป็นกรณีศึกษาเวลาพูดถึงเรื่องการเรียนการสอนเรื่องสันติภาพหรือสันติศึกษา ไม่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 และครั้ง 2 เราก็ล้วนแต่ต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นบทเรียนที่ได้จากความขัดแย้ง

ต่อมา นายมิชิโอะ เริ่มบรรยายประกอบภาพ มีรายละเอียดดังนี้ (หมายเหตุจากประชาไท: ภาพที่ใช้นำเสนอบางภาพมีลักษณะไม่เหมาะสม)

ผมชื่อฮะคะริยะ มิชิโอะ หรืออาจจะเรียกผมว่า มิชิ ก็ได้ ผมเกิดเมื่อ 73 ปีที่ผ่านมา อาจจะยังดูหนุ่มอยู่ วันนี้จะขออนุญาตมาพูดคุยในหัวข้อเรื่องสันติภาพ ซึ่งประเทศไทยตอนที่เกิดสงครามโลกก็อาจจะมีส่วนร่วมอยู่บ้างเล็กน้อย แต่อาจจะไม่โดดเด่นเท่าประเทศญี่ปุ่น ถ้าพูดถึงสงครามโลกทุกท่านสามารถจินตนาการไปได้ถึงคุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยายของเราที่ท่านยังเป็นเด็ก เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว หากเทียบกับการพูดถึงสงครามที่ประเทศเวียดนามกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นวันนี้หัวข้อก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดสงครามโลก เราจะย้อนไปดูกัน

 



นี่คือรูปภาพปัจจุบันของเมืองนางาซากิ ซึ่งมีประชากรเยอะมาก ซึ่งมีประมาณ 20-30 ล้านคน เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะ ฉะนั้นในแต่ละเกาะก็จะมีผู้คนอาศัยอยู่เยอะมาก ๆ ถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้วเป็นเกือบ 2 เท่าตัวเลย



เมื่อ 65 ปีก่อน เมืองแห่งนี้เป็นท้องทุ่งที่ถูกเผาไหม้จนไม่เหลืออะไรเลยจากระเบิดปรมาณู จุดนี้คือจุดศูนย์กลางที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงมาในตอนนั้น และ บรรยากาศโดยรอบ



นี่เป็นภาพที่ถ่ายโดยทหารอเมริกันก่อนที่จะมีการทิ้งระเบิดปรมาณู 2 วัน โดยที่ทหารอเมริกันได้วางแผนและถ่ายรูปนี้ไว้



หลังจากที่ปรมาณูถูกทิ้งลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไปหมดเลย นางาซากิจริงๆ แล้วเป็นเมืองท่า หลังจากที่ระเบิดปรมาณูลงทุกสิ่งทุกอย่างก็สูญสิ้น





นี่คือสภาพของเมืองนางาซากิ เป็นจุดศูนย์กลางที่ระเบิดทิ้งลงมา จะเห็นได้ว่ามีคนถูกเผาไหม้ทั้งเป็น สังเกตได้ว่าในภาพจะมีญาติๆ กำลังตามหาอยู่โดยรอบ



เมื่อปี 1941 ในภาพที่มีเส้นวงล้อมรอบ นั่นคือประเทศที่ถูกประเทศญี่ปุ่นรุกราน ได้ทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้กลายเป็นประเทศของตัวเอง ญี่ปุ่นได้ยึดประเทศเกาหลี ไต้หวัน และจีน ในประเทศเวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ หมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์

สมัยนั้น ประเทศต่างๆ ในเอเชียตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก ยกเว้นประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยไม่เหมือนญี่ปุ่นตรงที่รักษาเอกราชและไม่ก่อสงคราม (หมายเหตุจากประชาไท: รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นำประเทศเข้าร่วมสงครามโลกกับญี่ปุ่นในฝ่ายอักษะ ขณะที่ปรีดี พนมยงค์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รัชกาลที่ 8 ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยอย่างลับๆ และร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศแพ้สงคราม หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2) ในสมัยปู่ย่าถือว่าโชคดีมากที่ไม่ถูกทหารยุโรปรุกราน

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 150 ปีก่อน ประเทศที่มีอำนาจกว่ายึดประเทศที่ด้อยกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ายึดได้แล้วก็จะยึดเอาทรัพยากรดีๆ กลับไป ญี่ปุ่นเมื่อเห็นข้อดีของการทำสงครามของประเทศมหาอำนาจก็เลยอยากรุกรานประเทศอื่นในเอเชียมากขึ้น ทำให้ขัดแย้งกับอเมริกาและประเทศยุโรปต่างๆ จึงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น

 



นี่คือรูปครอบครัวของผม ขณะนั้นผมอายุได้ 3 ขวบ อีก 5 ปีต่อมา พี่ชายคนโตหายไปเพราะไปทำสงคราม ผมมีน้องสาวเพิ่มขึ้นมา ในตอนนั้นญี่ปุ่นเองต้องการให้มีลูกเยอะมากๆ แต่เป็นเรื่องลำบากที่ต้องเลี้ยงลูกจำนวนมาก แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพทางการทหาร จึงสนับสนุนให้มีลูกมาเพื่อทำสงคราม ต่างจากปัจจุบันที่สนับสนุนให้มีลูกครอบครัวละหนึ่งคน ตอนผมอายุ 7 ปี ผมอยู่ชั้น ป.1 พอผมขึ้น ป.2 สงครามโลกก็สิ้นสุดลง

ตัวอย่างระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงที่นางาซากิ เมื่อเทียบกับคนแล้วคนตัวเล็กมาก ทำลายล้าง เท่ากับระเบิด TNT 2,000 ตัน สิ่งที่น่ากลัวขณะที่เกิดระเบิดคือ แสง แรงลม และกัมมันตภาพรังสี แรงระเบิดมีฤทธิ์ทำลายล้างสูง ในระยะ 1.5 กิโลเมตรจากศูนย์กลางจะตายหมด

 



เป็นภาพตรงจุดศูนย์กลาง ทุกอย่างจะถูกเผาไหม้ทั้งหมด หลังจากที่ระเบิดลงคนก็จะมาคนหาย มาหาศพ คนที่เสียชีวิตทันที 70,000 คน นางาซากิมีคน 200,000 คน 1 ใน 3 ของประชากรตายในการระเบิด นี่ภาพผู้หญิงกับลูกเสียชีวิตห่างจากจุดเกิดเหตุกิโลเมตรกว่าๆ ลักษณะศพมอดไหม้เป็นตอตะโก

 



เด็กบางคนอาจรอดชีวิตแต่ก็ร้องไห้ระงม



มีผู้คนรอรักษาแต่ก็เหมือนกับรอความตายเพราะไม่รู้ว่าจะรอดไหม



พี่ชายกำลังแบกน้องชายไปรักษา ภาพนี้จะเห็นเยอะมากจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาในตอนนั้น



เป็นภาพโรงเรียนประถม ผู้บาดเจ็บมีเยอะมากจนต้องใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว



ภาพที่เป็นห้องเรียนกลายเป็นห้องรักษาผู้ป่วย ในความเป็นจริงแล้วผู้บาดเจ็บจะทยอยเสียชีวิตเรื่อยๆ ตลอดจนใช้เป็นที่อาศัยของผู้คนด้วยเช่นกัน




ผู้คนที่รอรักษามีเส้นผมกระจัดกระจายเพราะกัมมันตภาพรังสี



ภาพผู้หญิงที่ถูกรังสีทำให้ลวดลายกิโมโนติดแผ่นหลัง ถ้าคนที่ไม่มีเสื้อผ้าจะไหม้เกรียมไปหมดเลย


ช่วงเดือนสิงหาคมอากาศจะร้อนที่สุด ศพจะเหม็นมาก ลานต่างๆ ในนางาซากิก็จะมีการเผาศพ ในกัมพูชา พอลพตฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนมีคนเสียชีวิตล้านคน ในญี่ปุ่นคนเสียชีวิตมากกว่า 3 ล้านคน ในประเทศจีนตัวเลขไม่ชัดเจนแต่ในสมัยที่ญี่ปุ่นมีปัญหากับจีน ทำให้มีคนเสียชีวิต 35 ล้านคน ปัญหาที่ทำให้คนตายเยอะอย่างนี้เกิดมาจากปัญหาทางศาสนา เชื้อชาติ ชนชั้น

 



ภาพพี่ชายไม่ใส่รองเท้ายืนตรงอย่างตื่นตระหนกเพราะกำลังรอต่อแถวเพื่อเผาน้องชายตัวเอง





บ่อยครั้งที่ต้องเผาศพในที่โล่งแจ้งเวลากลางคืน บางครั้งต้องเอาศพกองรวมกันแล้วเผาทีละหลายๆ ศพ สนามกีฬาในโรงเรียนก็กลายเป็นที่เผาศพชั่วคราว



ภาพเหยื่อของระเบิด เด็กที่ถูกกัมมันตภาพรังสีไม่เหลือเส้นผมเลย ภาพผู้ชายอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย เขามีอากาศเลือดตกใน ไม่ต่างจากศพ



ชายในภาพปาฏิหาริย์มากที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 1.5 กิโลเมตรแต่รอดมาได้ แต่ว่าแผ่นหลังของเขามีบาดแผลฉกรรจ์ ตลอดชีวิตของเขาไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องนอนคว่ำตลอด



รูปแสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ เป็นข้อมูลปี 2009 ล่าสุดมีข้อมูลว่าประเทศพม่ามีอุปกรณ์บางส่วนที่สามารผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้นำเข้ามาจากเกาหลีเหนือ สรุปว่าทั่วโลกมีประมาณ 20,000 ลูก บางประเทศไม่ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในนี้



ผมเป็นหนึ่งในคนที่เป็นเหยื่อของปรมาณู เลยมีการรณรงค์เรื่องสันติภาพ และให้คนทั่วโลกรู้ว่าระเบิดนิวเคลียร์น่ากลัวอย่างไร ซึ่งผมกับเพื่อนกำลังทำกันอยู่ ตอนนี้ประธานาธิบดีโอบามาประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะพยายามลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

กลุ่มผมมีเพื่อน 10 คน ไปมาแล้ว 20 ประเทศทั่วโลก เพื่อบอกความร้ายแรงของระเบิดนิวเคลียร์และเรื่องสันติภาพ เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นที่เรียกร้องเรื่องสันติภาพไปทั่วโลก ผมเคยไปบรรยายที่เวียดนาม

จากนี้ไปอาวุธนิวเคลียร์จะร้ายแรงไปอีก 10 เท่าตัว ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

ตอนผมไปบรรยายที่อียิปต์ ที่นั่นมีกับระเบิด ผมตกใจมากเพราะคิดว่ามีกับระเบิดแต่ในเวียดนามและกัมพูชา แต่คนที่นั่นบอกว่าที่อียิปต์มีเยอะที่สุดในโลก ฝังไว้ในทะเลทราย เวลาฝังกับระเบิดในทะเลทราย บางครั้งลมแรงพัดจนไม่ทราบว่าฝังระเบิดอยู่ที่ไหน ทำให้ยากต่อการทำลายและอยู่ดีๆ ก็เกิดระเบิดขึ้นเอง

ที่เอกวาดอร์ผมได้รับการรับรองจากประธานาธิบดีและในรัฐธรรมนูญของเขาก็เขียนไว้ว่าห้ามทำระเบิดนิวเคลียร์ ในโลกมี ประเทศที่ห้ามครอบครองและผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ ญี่ปุ่น เอกวาดอร์ อีกประเทศผมไม่แน่ใจ

ก่อนที่ระเบิดจะลงผมนัดกับเพื่อนว่าจะไปว่ายน้ำด้วยกัน ใกล้ๆ กับจุดที่ระเบิดจะลง ในวันนั้นตอนเช้า ผมกำลังจะออกไปตามนัด แต่แม่ของผมดุไม่ให้ผมไป บอกว่าต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน วันนั้นผมทำการบ้านทั้งน้ำตา แต่ตอน 11.02 น. ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นตรงแม่น้ำที่นัดกันไว้ ที่บ้านเศษกระจกกระจัดกระจาย แรงลมจากลูกระเบิดสูงมาก ถ้าเทียบกับการคว้างลูกเบสบอลจะเร็วเป็น 4 เท่าซึ่งแรงมากๆ

 



ภาพสุดท้ายนี้เป็นภาพนางาซากิในปัจจุบัน ผมรู้สึกดีใจที่ได้พูดถึงความน่ากลัวของระเบิดนิวเคลียร์ในวันนี้ นางาซากิเป็นเมืองสุดท้ายที่ถูกระเบิดและยังไม่มีประเทศไหนโดนระเบิดอีก ผมอยากขอความร่วมมือจากท่านฝากบอกคนอื่นๆ ว่าระเบิดนิวเคลียร์น่ากลัวอย่างไร บอกกับคนที่ไม่ได้มาฟังในวันนี้

ในช่วงท้ายของการบรรยาย รศ.ดร.สมโชติ อ๋องสกุล คณะศึกษาศาสตร์ได้กล่าวปิดท้ายการบรรยาย โดยได้แนะนนำหนังสือที่มีชื่อว่า “นางาซากิ เสียงครวญแห่งสันติ The Bells of NAGASAKI” หรือในภาษาญี่ปุ่นคือ “NAGASAKI NO KANE” เขียนโดย ดร.ทะคะชิ นะกะอิ แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย William Johnston และแปลเป็นภาษาไทยโดยฉัตรนคร องคสิงห์ ได้นำภาพบางส่วนจากหนังสือแสดงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แก่

“ลูกรักพ่อยังอยู่ ช่วยตามหาพ่อด้วย”

เป็นข้อความที่พบทั่วไปตามผนังต่างๆ ของเมืองตามโรงพยาบาล

นอกจากนี้แล้วยังมีภาพถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์ที่หลงเหลือเงาของเหยื่อที่ถูกระเบิดปรมาณูแต่ร่างกายของเขาไม่เหลือแล้ว รูปกองทัพทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย รูปวัดในเชียงใหม่ที่ทหารญี่ปุ่นมาพักอาศัยอยู่

ความรุนแรงจากสงครามโลกทำให้ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เรียกร้องว่าอย่าก่อสงครามขึ้นอีกเลย

“เรื่องสงครามเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา คุณมิชิโอะอายุได้ 2 ขวบได้ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง เราเองก็ได้ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยเช่นกัน ในเดือนพฤษภาคม 53 ที่ผ่านมา ตอนเราอายุ 20 ขวบ (หมายถึงนักศึกษาที่มาฟังบรรยาย) ณ วันนี้ความพยายามไม่ให้เกิดสงครามก็อาจจะถูกทำให้เกิดสงครามในกรณีเขาพระวิหาร เป็นภารกิจของคนหนุ่มสาวที่ต้องคิดต้องช่วยกัน” สมโชติกล่าว


Views: 8158

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 43627266

Who's Online

ขณะนี้มี 165 บุคคลทั่วไป ออนไลน์