Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 290389
Home
หยุดผมร่วงด้วยบรั่นดี
Monday, 21 February 2011

ผมร่วงเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ กรรมพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สำหรับคนที่ผมร่วงไม่มาก อาจลองใช้สูตรหมักผมแบบออแกนิคในการแก้ปัญหา

สูตรนี้ใช้บรั่นดีเป็นส่วนประกอบ เพราะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณรากผม แต่บรั่นดีมีแอลกอฮอล์ทำให้ผมแห้งจึงต้องเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยไข่และน้ำมันมะกอก สามารถใช้บรั่นดีชนิดใดก็ได้ แต่บรั่นดีที่คุณภาพต่ำเกินไปจะเปรี้ยวและทำให้ไข่เป็นข้นแข็ง จึงควรใช้บรั่นดีที่คุณภาพดีสักหน่อย แต่อาจเลือกขวดเล็กๆ ที่ราคาไม่สูง

ส่วนผสมได้แก่ ไข่แดง 2 ฟอง น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้งและบรั่นดีอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ให้คนส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ลูบไล้ให้ทั่วผมเปียก คลุมทับด้วยผ้าขนหนูแห้งและใช้พลาสติคคลุมอีกชั้นเพื่อเก็บความร้อนบนหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ 30 นาทีขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน  2 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดและปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องใช้ไดร์เป่าผม

ทำอาทิตย์ละครั้ง จะช่วยเร่งให้ผมขึ้นเร็วขึ้นและลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้.

 
โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม (Plam oil Factory)
Monday, 21 February 2011

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง นิยมปลูกมากในภาคใต้ของประเทศไทย เช่น กระบี่     สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสตูล โดยได้ผลผลิตเป็นทะลายปาล์มสดประมาณ 4.5 ล้านตัน/ปี และมีแนวโน้มว่าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งทะลายปาล์มสดที่ได้นั้นนำมาเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 


รูปภาพที่ 1 ตัวอย่างโรงงานน้ำมันปาล์ม


โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบมี 2 ประเภท คือ ประเภทโบราณ และประเภทมาตรฐาน โดยกระบวนการผลิตแบบโบราณ (หีบแห้ง) จะรับซื้อเฉพาะผลปาล์มสดเท่านั้น การหีบน้ำมันจะหีบทั้งผล ไม่มีการแยกน้ำมันจากไฟเบอร์ออกจากเมล็ด คุณภาพของน้ำมันดิบที่ได้จะน้อย กระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบอีกประเภทหนึ่ง คือ กระบวนการผลิตแบบมาตรฐาน(หีบเปียก) โดยจะสกัดน้ำมันปาล์มดิบจากทะลายปาล์มสด กะลา ใยปาล์ม และทะลายเปล่า ในกระบวนการผลิตดังกล่าวจะต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากและจะมีเศษวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตทั้งในรูปของทะลายปาล์มเปล่า เส้นใยปาล์ม กะลาปาล์ม  คลิกอ่านต่อครับ
 
'เกราะนาโน'เพิ่มประสิทธิภาพยา
Saturday, 19 February 2011

"เมจิก บุลเล็ต" หรือ กระสุนมหัศจรรย์ เป็นเทคโน โลยีใหม่ในการส่งผ่านยาเข้าไปยังเป้าหมาย อาทิ เชื้อโรคและบริเวณที่เกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรักษาเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังไม่ต้องใช้ปริมาณยามากมาย ทำให้ลดผลข้างเคียงที่เกิดจากยาได้อีกด้วย แม้เทคโนโลยีดังกล่าวถูกคิดค้นขึ้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทว่า ทางการแพทย์ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังติดปัญหาสำคัญอยู่นั่นคือ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งมองถุงหุ้มยาอันเปรียบเสมือนปลอกกระสุนที่หุ้มตัวยาไว้ด้านในนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม

คณะนักวิทยาศาสตร์นำโดย ดร.สเตฟาน บอน แห่งมหาวิทยาลัยวอร์วิก ประเทศอังกฤษ กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยเพื่อพัฒนาโครงสร้างพิเศษ ซึ่งจะเป็นเสมือนเกราะนาโนสำหรับถุงหุ้มยา หรือ เวสซิเคิล

ดร.บอน กล่าวว่า ทางคณะได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาจุลินทรีย์ พืช และเชื้อรา ซึ่งมีผนังเซลล์รอบนอกทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน โดยทางคณะสนใจกับสิ่งมีชีวิตที่มีเกราะเป็นสารแขวนลอย หรือ คอลลอยด์ มากเป็นพิเศษ เช่น ไฟโตแพลงก์ตอน สายพันธุ์ค็อกโคลิโธ โฟริดส์ ซึ่งมีเกราะเป็นสารแขวนลอยจำพวกแคลเซียมคาร์บอเนต

ทางคณะนำรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์และประสบความสำเร็จในการเชื่อมอนุภาคระดับนาโนของสารข้างต้น กับสารโพลีสไตรีน ที่เคลือบอยู่บนถุงเวสซิเคิล ทำให้ประจุไฟฟ้าของถุงเวสซิเคิลเปลี่ยนเป็นประจุตรงข้าม ส่งผลให้สามารถหลบหลีกและต่อต้านภูมิคุ้มกันของ ร่างกายได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มชั้นไฮโดร เจลซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้มาก ทำให้ร่างกายมองว่าเวสซิเคิลดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแค่น้ำเท่านั้น โดยรายละเอียดของงานวิจัยนี้สามารถติดตามได้ในวารสารสมาคมเคมี ประเทศสหรัฐอเมริกา

 
โปรแกรมเตือนกินยาผ่านคอมพ์ ติดกล้องจับภาพใบหน้า
Saturday, 19 February 2011

สำหรับผู้ป่วยบางคน การกินยาให้ตรงตามเวลาที่กำหนดดูเป็นเรื่องยากและบางทีอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อขั้นตอนการรักษา หรือในบางรายที่มีอาการความจำเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ด้วยแล้ว การมีเครื่องช่วยเตือนให้กินยาจึงดูเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด

ล่าสุด สองนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้คิดค้นโปรแกรมที่จะคอยเตือนผู้ป่วยให้กินยา ตลอดจนรายละเอียดการรับยาที่ได้กินไปแล้วในแต่ละวัน

โครงการนี้มีชื่อว่า 'กล่องยาอัจฉริยะ' (smart pill box) เป็นหนึ่งในผลงานที่นักศึกษาต้องทำส่งอาจารย์ โดยจุดเด่นของงานชิ้นนี้อยู่ที่ความสะดวกของอุปกรณ์ที่ใช้ ซึ่งมีแค่คอมพิวเตอร์กับกล้องเว็บแคมหนึ่งตัวที่ทุกบ้านล้วนมีอยู่แล้วในอเมริกา

การทำงานของโปรแกรมตัวนี้ก็คือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องกินยา คอมพิวเตอร์จะส่งเสียงผ่านลำโพง จากนั้นกล้องเว็บแคมจะเปิดการใช้งานโดยอัตโนมัติแสดงภาพของผู้ป่วยบนจอคอมพ์โดยมีกรอบสี่เหลี่ยมขึ้นล้อมรอบใบหน้า

โดยก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยต้องสวมวงแหวนสีที่นิ้วด้วยเพื่อใช้ในการจับการเคลื่อนไหว สุดท้ายก็คือหยิบยากินผ่านหน้าจอ เมื่อโปรแกรมจับภาพทั้งหมดได้จึงจะถือว่าเรากินยาแล้ว เสียงสัญญาณเตือนจึงจะหยุดลง

การออกแบบงานวิจัยชิ้นนี้ มีจุดประสงค์เพื่อรองรับผู้ป่วยเฉพาะบางโรคที่ต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และถึงแม้ว่าตัวโปรแกรมยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ในลักษณะอื่นๆ ได้ต่อไป

 
เคมีนิวเคลียร์
Thursday, 17 February 2011

     ศึกษาปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นใน นิวเคลียสของอะตอม  สมบัติของนิวเคลียส  ไอโซโทป  ไอโซโทน  ลักษณะของนิวเคลียส  รูปร่างและความหนาแน่นของนิวเคลียส  และ BE  ของนิวคลีออน  จำนวน 28  แผ่น คลิกค่ะ powerpoint

 
แคปซูลแม่เหล็กช่วยยาเม็ดไปถูกที่-เพิ่มอัตราดูดซึม
Thursday, 10 February 2011

ยาเม็ดที่กินเข้าไปทุกวันนี้นั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องของปริมาณและอัตราการดูดซึมซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความรวดเร็วในการฟื้นไข้ของผู้ป่วย โชคไม่ดีที่ส่วนใหญ่ยาเม็ดนั้นมักไม่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถถูกดูดซึมได้ดีโดยลำไส้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาแคปซูลเจลาตินซึ่งมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กช่วยพาตัวเองไปสู่ตำแหน่งดูดซึมในลำไส้ที่ถูกต้องได้ผ่านการควบคุมจากแพทย์ นวัตกรรมดังกล่าวถือเป็นยาแม่เหล็กที่ควบคุมได้ตัวแรกของโลก ทว่านักวิทยาศาสตร์จะต้องหาแรงควบคุมที่น้อยที่สุดซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในด้วย

จากการทดสอบกับหนู พบว่า แรงกระทำที่เกิดขึ้นนั้นน้อยกว่าเกณฑ์อันตรายถึง 60 เท่า หลังการควบคุมยาไว้ที่ตำแหน่งใดๆ บนตัวหนูทดลอง 12 ชั่วโมง นำไปสู่ความคิดที่อาจจะพัฒนานวัตกรรมชนิดนี้เพื่อใช้สำหรับการหาตำแหน่งดูดซึมที่เหมาะสมในลำไส้ของตัวยาแต่ละชนิดในมนุษย์

อิดิธ แมไธโอวิตซ์ จากคณะเภสัชวิทยา ม.บราวน์ กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้สามารถบอกตำแหน่งได้ว่าเม็ดแม่เหล็กอยู่ที่ใดในร่างกาย จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ว่า เม็ดแม่เหล็กดังกล่าวสามารถเพิ่มขีดความสามารถการดูดซึมได้หรือไม่ จึงจะทดลองกับสัตว์ขนาดใหญ่ต่อไป

 
ขจัดคราบไหม้ดำติดภาชนะ
Sunday, 06 February 2011

คราบไหม้ดำที่ติดในหม้อและกระทะอาจเป็นปัญหาหนักใจของแม่บ้าน เพราะต้องใช้แรงและเวลามากในการกำจัด วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์จึงนำวิธีขจัดคราบโดยที่ไม่ต้องใช้แรงมาฝาก

ผสมน้ำกับน้ำส้มสายชูในสัดส่วน 1:1 เทลงไปในหม้อหรือกระทะที่มีคราบดำ นำไปตั้งไฟ แล้วเคี่ยวประมาณ 30 นาที เพียงเท่านี้คราบไหม้ดำก็จะหลุดออกโดยไม่ต้องใช้แรงขัด แต่หากเป็นคราบฝังลึก ไม่ยอมออกสักที ให้ใช้แปรงขัดเบาๆ คราบดำก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย.
 
187 ปี ลูกโป่ง
Friday, 04 February 2011

สมัยก่อนลูกโป่งทำมาจากกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ กาลิเลโอใช้กระเพาะปัสสาวะของหมูมาบรรจุลมเพื่อจะวัดน้ำหนักของอากาศ ส่วนเด็กๆ ชาวอินเดียนและเอสกิโมนำกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ทะเลมาเป่าลมเพื่อใช้เล่น

ลูกโป่งที่ทำมาจากยางสังเคราะห์เช่นในปัจจุบันประดิษฐ์โดยไมเคิล ฟาราเดย์ ในปี1824 เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันพัฒนาเป็นรูปทรงต่างๆ มากมาย ภายในมักบรรจุด้วยอากาศ หรือถ้าอยากให้ลอยได้ก็บรรจุก๊าซต่างๆ เช่น ฮีเลียม ลูกโป่งที่บรรจุก๊าซจะลอยตัวอยู่ได้แค่วันเดียวเท่านั้น เพราะอนุภาคของฮีเลียมจะเล็กกว่าอนุภาคของลูกโป่ง ส่วนลูกโป่งที่เป่าด้วยอากาศจะอยู่ได้นานเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะแฟบไปในที่สุด.

 
ส่องโมนา
Friday, 28 January 2011
ส่องโมนา

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติอิตาลี ตรวจภาพวาดโมนาลิซาด้วยเทคนิคที่ไม่ เป็นอันตราย ชื่อเอ็กซเรย์ ฟลูออเรสเซนซ์ สเปคโตรสโคปี เพื่อศึกษาความหนาของชั้นสีและองค์ประกอบทางเคมี นักวิจัยชาว อิตาเลียน ซิลวาโน วินเซติ อ้างว่าได้พบตัวอักษร "เอส" บริเวณตาซ้าย ตัวอักษร "แอล" ที่ตาขวา และเลข 72 ที่สะพานโค้ง ซึ่งเป็นฉากหลังของภาพอันมีชื่อเสียงของลีโอนาร์โด  ดา  วินชี  นักวิจัยบอกว่าสัญลักษณ์ เหล่านั้นจะนำไปสู่การกำหนดแบบจำลอง กำหนดอายุของภาพเขียนและเป็นหลัก-ฐานความสนใจในศาสนาและความเชื่อของ ดา วินชี.
 
เคมี (O NET) โดย ดร.สุรชัย ธชีพันธ์
Friday, 28 January 2011

คลิกครับ 

 
นักวิทย์เผย'น้ำตาสาว'ทำชายหมดอารมณ์
Friday, 28 January 2011

 

นักวิทยาศาสตร์เผยผลงานวิจัยล่าสุด บ่งบอกว่าน้ำตาของผู้หญิงมีฤทธิ์ลดความต้องการทางเพศของผู้ชาย การค้นพบครั้งนี้เป็นผลงานของสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมน ในอิสราเอล โดยมีสมมติฐานตั้งต้นว่าในน้ำตาของสตรีอาจมี "สัญญาณข้อมูล" ทางเคมี ที่ส่งผลต่อเพศตรงข้าม

ศ.โนม โซเบล ผู้วิจัย อธิบายถึงกลไกการทำงานของเงื่อนไขนี้ว่า สัญญาณทางเคมีในน้ำตาผู้หญิง จะส่งข้อมูลไปทำปฏิกิริยาต่อฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และส่งผลต่อไปยังการทำงานของสมองส่วนควบคุมความรู้สึกทางเพศอีกต่อหนึ่ง

สำหรับขั้นตอนการวิจัยนั้น ทางสถาบันใช้วิธีเก็บตัวอย่างน้ำตาจากอาสาสมัครหญิง โดยใช้วิธีเปิดหนังเศร้าให้ดูเพื่อให้หลั่งน้ำตา จากนั้นจึงนำน้ำตาที่ได้มาทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพศชาย

ในขั้นตอนนี้ อาศัยวิธีการกำหนดตัวแปรเป็นน้ำเกลือ กับน้ำตา แล้วนำไปให้ฝ่ายชายดม โดยไม่บอกว่ากำลังดมอะไรอยู่ จากนั้นจึงให้ดูภาพใบหน้าของหญิงสาว แล้วจึงตอบคำถามเกี่ยวกับความดึงดูดทางเพศของภาพแต่ละภาพ

ผลที่ได้พบว่า กลุ่มที่ได้ดมน้ำตา จะตัดสินใบหน้าหญิงสาวในภาพว่ามีเสน่ห์ สวยงามน่าหลงใหลน้อยกว่าที่ได้ดมน้ำเกลือ และจากการค้นคว้าเพิ่มเติม จึงพบว่าระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในฝ่ายชายกลุ่มที่ได้ดมน้ำตานั้น ลดลงจากระดับปกติถึง 13% ด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังส่งผลทางกายภาพอีกด้วย เช่น อุณหภูมิของร่างกายลดลง อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ เมื่อสแกนดูสมองแล้วพบว่า ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีของสมองส่วนความรู้สึกทางเพศนั้นทำงานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายแล้ว การวิจัยชิ้นนี้เป็นสิ่งช่วยยืนยันทฤษฎีที่ว่า มนุษย์เรานั้นมีวิธีส่งผ่านข้อมูลให้แก่กันได้ทุกเวลา หลากหลายรูปแบบ และข้อมูลการสื่อสารเหล่านั้นยังส่งผลทางความรู้สึกต่อผู้อื่นได้อีกด้วย ก้าวต่อไปของการศึกษาในเรื่องนี้ก็คือ การค้นหาว่าในน้ำตาของผู้ชายจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ด้วยหรือไม่

 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 89 - 99 จาก 196

Who's Online