หน้าแรก arrow ติดต่อเรา arrow PET
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409648 คน
ขณะนี้มี 30 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
PET PDF พิมพ์

ชื่อพ้อง : Polyethylene terephthalate, PETP, PET-P
         
           
สูตรโครงสร้างทางเคมี :          


 


                                     
(ภาพจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Image:PET.png)
ทั้งนี้จำนวน n อยู่ระหว่าง 130 – 150 ซึ่งทำให้ PET มีน้ำหนักโมเลกุลประมาณ 25,000

 
คุณสมบัติทางกายภาพ :

          PET ในสภาพบริสุทธิ์ มีลักษณะคล้ายแก้วใส การเติมสารเติมแต่ง (additives) หรือการให้ความร้อนจะทำให้ PET มีสภาพเป็นผลึก หรือกึ่งผลึก ซึ่งมีสีขาว หรือโปร่งแสง

 
ความเป็นมา :

          PET เป็นวัสดุที่ผลิตขึ้นโดย Rex Whinfield และ James Dickson แห่ง Calico Printers’ Association เมือง Manchester ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ. 1941 สำหรับการผลิตพอลิเมอร์ (polymer) ที่เป็นไฟเบอร์สังเคราะห์ (synthetic fibre) ในอุตสาหกรรมสิ่งทอจำพวกโพลีเอสเทอร์ (polyesters)   ซึ่งปัจจุบันไฟเบอร์สังเคราะห์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอผลิตจาก PET ประมาณร้อยละ 50 โดยมีทั้งที่ทำจาก PET เพียงอย่างเดียว หรือ PET ผสมกับฝ้ายและขนสัตว์
          ในปลายทศวรรษ 1950 PET ได้รับการพัฒนาเป็นแผ่นฟิล์มสำหรับการผลิตวิดีโอเทป แผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ และบรรจุภัณฑ์ และในราวต้นทศวรรษ 1970 มีการนำ PET มาขึ้นรูปเป็นขวดที่มีน้ำหนักเบา ไม่แตก และทนต่อแรงกระแทก โดยได้รับการจดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1973

 
การผลิต :

          PET เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดจากโมโนเมอร์ (monomer) หลาย ๆตัว ซึ่งได้จากปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน (esterification) ระหว่าง terephthalic acid (TPA) กับ ethylene glycol (EG หรือ ethanediol)  โดยมีน้ำเกิดขึ้นในปฏิกิริยา หรือเกิดจากโมโนเมอร์ซึ่งได้จากปฏิกิริยาระหว่าง dimethyl terephthalate กับ ethylene glycol โดยมีเมทานอลเกิดขึ้นในปฏิกิริยา ซึ่งสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต PET นั้นได้จากอุตสาหกรรมน้ำมัน  ทั้งนี้ความบริสุทธิ์ของสารตั้งต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก และมีผลต่อคุณภาพของ PET ที่ได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการผลิตภาชนะบรรจุอาหาร
          PET ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงจะมีความเหนียว ทนทาน และมีความยืดหยุ่นต่อแรงกระทบกระแทก จึงไม่แตกเมื่อถูกแรงกดดัน
          ในการนำ PET มาผลิตวัสดุต่าง ๆ เทคนิคการให้ความร้อน การทำให้เย็นที่อุณหภูมิ และระยะเวลาต่าง ๆ ที่เรียกว่า “heat setting” จะทำให้ได้ PET ที่มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานต่าง ๆ กัน เช่น เป็นแผ่นฟิล์ม หรือขวดพลาสติกใส เป็นพลาสติกขุ่นสำหรับบรรจุภัณฑ์ หรือถาด ซึ่งสามารถทนต่อแรงกระแทก และอุณหภูมิแตกต่างกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันเหล่านี้ล้วนมาจาก PET ที่มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนกันทั้งสิ้น
          นอกจากนี้การเติมสารอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีของ PET เช่น การเติม isophthalic acid (IPA หรือ 1,4-cyclohexanedimethanol) จะทำให้ได้แผ่นฟิล์ม หรือขวดที่มีความหนาขึ้น
         
การใช้งาน :

          PET เป็นไฟเบอร์สังเคราะห์ที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งทอซึ่งมักถูกเรียกเป็นชื่อย่อว่าโพลีเอสเทอร์          เนื่องจาก PET เป็นพลาสติกที่แก๊สซึมผ่านได้ยากกว่าพลาสติกที่มีราคาถูกซึ่งไม่ทนต่อแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำผลไม้  นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบา และทนต่อแรงกระแทกได้ดี ผู้ผลิตจึงนิยมใช้ PET ในการบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตเป็นฟิล์มพลาสติก  หรือภาชนะบรรจุอาหารสำหรับไมโครเวฟ โดยปกติภาชนะพลาสติกจะมีสัญลักษณ์ที่เป็นตัวเลขระบุชนิดของพลาสติกอยู่ที่ ก้นขวดหรือบนภาชนะ เพื่อความสะดวกสำหรับการจำแนกชนิดของพลาสติกเพื่อนำกลับไปเวียนทำใหม่ (recycle) โดยภาชนะที่ทำจาก PET จะได้รับสัญลักษณ์เป็นเลข 1 ซึ่งหมายถึง  Resin Identification Code 1


 
      

 

 
ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก PET และการใช้งาน

 
บรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก PET อาหารที่บรรจุ
ขวด เครื่องดื่ม น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำแร่ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีการเติมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำมันพืช น้ำสลัด ซอสปรุงรส
กระปุกและขวดปากกว้าง แยม ผลไม้กวน อาหารแห้ง
ถาด อาหารปรุงสุกสำหรับอุ่นในไมโครเวฟ หรือ เตาอบ
แผ่นฟิล์ม และแผ่นอะลูมิเนียมฟอยส์
เคลือบพลาสติก   (metalized plastic film)
อาหารปรุงสุกสำหรับอุ่นแบบต้มทั้งถุง (boil in bag) ของขบเคี้ยว ไอศกรีม ข้าวโพดคั่วในไมโครเวฟ (microwave popcorn)
บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันออกซิเจนผ่าน เบียร์ กาแฟ เค้ก ไซรัป อาหารที่บรรจุในสุญญากาศ

 
          พลาสติก PET ที่ใช้แล้วจะถูกนำไปเวียนทำใหม่ในการผลิตภาชนะใหม่ ส่วนประกอบของเสื้อยืด เสื้อกันหนาว ถุงนอน รองเท้า กระเป๋า พรม ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ฯลฯ  
  
ความปลอดภัย :

          เนื่องจากภาชนะที่ใช้ในการบรรจุอาหารทั้งอาหารสดและอาหารปรุงสุก ต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรง ผู้บริโภคจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของภาชนะเหล่านั้น ว่ามีการทำปฏิกิริยากับอาหารที่บรรจุอยู่หรือไม่ และมีการปลดปล่อยสารต่าง ๆ ออกมาสู่อาหารหรือไม่
          โดยปกติสารที่จะถูกปลดปล่อยจากภาชนะบรรจุมักเป็นสารที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ หรือระเหยได้ สำหรับ PET ที่ใช้ในการบรรจุอาหารนั้นจะมีน้ำหนักโมเลกุลสูง จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะปลดปล่อยสารที่เป็นส่วนประกอบออกมา แต่หากมีการปลดปล่อยสารใด ๆ ออกมา เครื่องมือในการตรวจวิเคราะห์ก็สามารถที่จะตรวจวัดสารปริมาณเล็กน้อยที่ปลด ปล่อยออกมาเหล่านั้นได้
         สหภาพยุโรปกำหนดว่าวัสดุที่สัมผัสกับอาหารต้องไม่ปลดปล่อยสารที่ เป็นส่วนประกอบออกมาในปริมาณที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือทำให้อาหารมีลักษณะ (เช่น รส กลิ่น สี) เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดปริมาณการปลดปล่อย (SML หรือ Specific migration limit) สารที่ใช้ในการผลิต PET ที่อาจพบในอาหารที่สัมผัสกับภาชนะเหล่านั้น ซึ่งจากการทดสอบจะพบการปลดปล่อยสารที่เป็นส่วนประกอบในปริมาณที่น้อยมาก ไม่เกินข้อกำหนด แต่มีสารตัวหนึ่ง คือ acetaldehyde (สูตรเคมี คือ CH3CHO) ซึ่งเป็นสารที่ระเหยได้ที่เกิดขึ้นเมื่อ PET ถูกหลอมด้วยความร้อน แม้ว่า acetaldehyde จะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นสารที่พบได้ในร่างกาย รวมทั้งในธรรมชาติเมื่อผลไม้สุก เช่น แอปเปิ้ล องุ่น ส้ม แต่ acetaldehyde จะทำให้อาหารที่บรรจุอยู่ใน PET มีกลิ่นและรสที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ปริมาณของ acetaldehyde ที่พบในขวดบรรจุเครื่องดื่มจะมีไม่เกิน 10 ppm และโดยปกติอยู่ที่ประมาณ 4-5 ppm 
          อย่างไรก็ตาม สารช่วยในการผลิตพลาสติกซึ่งทำให้พลาสติกยืดหยุ่นได้ (plasticizers เช่น DEHA หรือ diethylhexyladipate) ซึ่งมีหลายชนิด อาจถูกปลดปล่อยออกมาสู่อาหารในระหว่างการใช้กับเตาไมโครเวฟ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งคณะกรรมการอาหารและยากำหนดปริมาณขั้นต่ำที่อนุญาตให้พบสารเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นเฉพาะภาชนะที่ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารขั้นต่ำที่ปลดปล่อยออกมาเท่า นั้น จึงจะได้รับสัญลักษณ์ที่ระบุว่าภาชนะนั้นสามารถใช้กับเตาไมโครเวฟได้ (microwavable หรือ microwave safe)
          ในการใช้ภาชนะที่ทำจาก PET กับเตาไมโครเวฟ แม้ว่าภาชนะสำหรับเตาไมโครเวฟจะผลิตจาก PET แต่ไม่ได้หมายความว่าภาชนะที่ทำจาก PET จะทนความร้อนจากเตาไมโครเวฟได้ทุกชิ้น ดังนั้นหากจะนำภาชนะเข้าเตาไมโครเวฟ ควรสังเกตสัญลักษณ์บนภาชนะที่ระบุว่าภาชนะนั้นใช้กับเตาไมโครเวฟได้ อย่างไรก็ตามภาชนะที่ไม่ได้ระบุว่าให้ใช้กับเตาไมโครเวฟ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ปลอดภัย เพียงแต่เป็นภาชนะที่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบจากคณะกรรมการอาหารและยาที่จะให้ ใช้กับเตาไมโครเวฟ สำหรับอาหารแช่แข็งที่บรรจุในภาชนะซึ่งใช้กับเตาไมโครเวฟได้นั้น หลังจากอุ่นอาหารนั้นแล้วไม่ควรนำกลับมาใช้ (re-use) อีก เนื่องจากภาชนะเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้กับเตาไมโครเวฟเพียงครั้ง เดียว ส่วนการใช้แผ่นฟิล์มถนอมอาหารกับเตาไมโครเวฟ ไม่ควรปล่อยให้แผ่นฟิล์มสัมผัสโดยตรงกับอาหารเพราะอาหารที่ร้อนขึ้นอาจหลอม ละลายแผ่นฟิล์มได้ จึงควรให้แผ่นฟิล์มอยู่ห่างจากอาหารอย่างน้อย 1 นิ้ว
          แม้ว่าการนำภาชนะที่ทำจาก PET ไปเวียนทำใหม่ ค่อนข้างปลอดภัยกว่าพลาสติกชนิดอื่น เนื่องจากมีค่า diffusion coefficient ค่อนข้างต่ำ ซึ่งหมายความว่าสารปนเปื้อนสามารถซึมผ่านเข้าออกจาก PET ได้น้อยมาก แต่ทางสหภาพยุโรปก็มีข้อกำหนดในการนำพลาสติกไปเวียนทำใหม่สำหรับการผลิต ภาชนะที่สัมผัสอาหาร (ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จาก Recycling of Plastics for Food Contact Use- Guidelines. ILSI Europe, Avenue E. Mounier 83, B-1200, Brussels, May 1998.)  นอกจากนี้ก็มีคำแนะนำสำหรับผู้ผลิตในการนำภาชนะ PET กลับไปใช้อีกในระบบการบรรจุใหม่ (refillable systems)
         
การอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติกด้วยเตาไมโครเวฟ มีการปลดปล่อย dioxin จริงหรือ ?

          “ไม่จริง” หลายปีที่ผ่านมาได้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์อ้างว่ามาจากนักวิจัยแห่งโรง พยาบาลจอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แจ้งว่าการใช้ภาชนะพลาสติก แผ่นฟิล์มถนอมอาหาร กับเตาไมโครเวฟ จะทำให้พลาสติกเหล่านั้นปลดปล่อยสารก่อมะเร็งตัวหนึ่งที่ชื่อว่า dioxin ซึ่งคำเตือนนี้เป็นเพียงข่าวลวง เนื่องจาก dioxin จะเกิดจากปฏิกิริยาการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงมาก ๆ (สูงกว่า 370 °ซ ขึ้นไป) และพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุอาหารก็ไม่มีส่วนประกอบทางเคมีที่จะเกิด dioxin ได้ นอกจากนี้การนำภาชนะพลาสติกใส่ตู้แช่แข็ง (freezer) ก็ไม่สามารถปลดปล่อย dioxin เช่นกัน
         
ความเป็นพิษ :

          PET ค่อนข้างปลอดภัยเมื่อกลืน สัมผัส หรือสูดดม ไม่เป็นสารก่อกลายพันธุ์ และไม่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ จึงไม่มีผลต่อระดับฮอร์โมนต่าง ๆ