หน้าแรก arrow arrow ไดอะไซนอน
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409427 คน
ขณะนี้มี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ไดอะไซนอน PDF พิมพ์

            ไดอะไซนอน (Diazinon)          

            ไดอะไซนอนเป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต เป็นสารเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นของเหลวไม่มีสีถึงสีน้ำตาลเข้ม ไม่มีกลิ่น ไม่ว่องไวต่อประจุไฟฟ้าสถิตย์ และละลายน้ำยาก  มีค่าครึ่งชีวิตที่ 2-4 สัปดาห์  EPA (Environmental protection agency) จัดไดอะไซนอนอยู่ในกลุ่มสารกำจัดแมลงที่มีความเป็นพิษ class II หรือ III (อันตรายปานกลาง) ขึ้นกับรูปแบบผลิตภัณฑ์  หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความเป็นพิษในไทย คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ไดอะไซนอน ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสารเคมีอันตรายตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพรบ.วัตถุ
อันตราย พ.ศ.2535


ประโยชน์
:     

      ไดอะไซนอนมีปริมาณการใช้ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 13 ล้านปอนด์  ในสหรัฐอเมริกาถูกใช้เพื่อการเกษตรกรรมและการเก็บรักษาเมล็ดพืชประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการใช้เพื่อควบคุมแมลงทั้งในที่พักอาศัย กลางแจ้งและในสนามหญ้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์  ในกลุ่มที่ไม่ใช้เพื่อการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นการใช้กลางแจ้งเพื่อควบคุมแมลงบนสนามหญ้าและสวนถึง 39 เปอร์เซ็นต์ แมลงเป้าหมายของไดอะไซนอนได้แก่ แมลงสาบ  มด เพลี้ย หมัด เห็บ ไร จิ้งหรีด แมลงวัน ตัวต่อ และตัวอ่อนของแมลง  ผลิตภัณฑ์ทางการค้าอยู่ในชื่อของ Spectracide® Knoxout®  Basudin®  รูปแบบทางการค้าได้แก่ ฝุ่น แกรนูล ผงที่ทำให้เปียกได้ อีมัลชั่น เอ็นแคปซูล สารละลายเข้มข้นพร้อมใช้   การใช้เพื่อการเกษตรและสำหรับบริษัทกำจัดปลวก หรือ แมลง มักใช้ไดอะไซนอนในรูปของเหลวเข้มข้น 85-90 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะเป็นสารละลายสีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม  ส่วนการใช้ในบ้านและสวนมักใช้ในรูปของเหลวหรือแกรนูล 1-5 เปอร์เซ็นต์   ทางการเกษตรพบว่าการใช้มาลาไทออนและ อะซีเฟตจะให้ประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าไดอะไซนอน

หมายเลข CAS :  333-41-5

ชื่อพ้อง : Dimpylate; Dianon; Gardentox; Kayazinon; Dipofene; Dacutox;  o,o-Diethyl o-(6-methyl
-2-(1-methylethyl)-4-pyrimidinyl) phosophorothioate; o,o-diethyl 0-2-isopropyl-6-methyl
(pyrimidine-4-yl) phosphorothioate; Thiophosphoric acid 2-isopropyl-4-methyl pyrimidyl diethyl ester; Diazide; Diazol; Dyzol; Nipsan; Nucidol; Dizinon; Sarolex; Diazitol

สูตรโครงสร้างทางเคมี:

 
                        

สูตรโมเลกุล :
   C12H21N2O3PS                 

มวลโมเลกุล
 304.3600

คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี:  
       

      สถานะเป็นของเหลว ไม่มีสี กลิ่นเอสเทอร์ จุดเดือด 83-84 องศาเซลเซียส  ความถ่วงจำเพาะ 1.116-1.118  ความดันไอ(มม.ปรอท) 1.4 x 10-4 ที่ 20 องศาเซลเซียส   ความสามารถในการละลายในน้ำ 0.004-0.007 g/100ml  สามารถละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์

ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา:  
     

      ปกติไดอะไซนอนจะคงตัว สลายเมื่อถูกอากาศหรือความชื้น สารที่เข้ากันไม่ได้ ได้แก่ กรดแก่ ด่าง และสารประกอบทองแดง  สภาวะที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ความชื้น เปลวไฟ อุณหภูมิที่สูงกว่า 82 องศาเซลเซียส  สารอันตรายที่เกิดจากการสลายตัวได้แก่ Thionotetraethyl pyrophosphate  ไม่เกิดการพอลิเมอไรเซชั่น ไม่กัดกร่อนโลหะ

การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด:   
       

      สารนี้เป็นของเหลวที่ลุกติดไฟได้ แต่ไม่ว่องไวต่อประจุไฟฟ้าสถิตย์  ส่วนผสมของไอระเหยไดอะไซนอนกับอากาศสามารถทำให้เกิดการระเบิดที่อุณหภูมิ หรือสูงกว่าอุณหภูมิ 82 องศาเซลเซียส ในกรณีเกิดเพลิงไหม้จากไดอะไซนอนให้ใช้ผงเคมีแห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำฉีดเป็นฝอย โฟมที่เหมาะสม  ในการดับเพลิงควรกั้นแยกบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุออกจากบริเวณที่เกิดเพลิง ควรยืนดับเพลิงอยู่เหนือลม  ถ้าสารที่หกรั่วไหลยังไม่ลุกติดไฟ ควรใช้น้ำฉีดเป็นฝอยปริมาณมาก เพื่อลดการฟุ้งกระจายของไอระเหย และป้องกันนักดับเพลิง   กรณีเกิดเพลิงไหม้ให้สวมใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศในตัว (SCBA)   สารอันตรายที่เกิดจากการเผาไหม้และการสลายตัว ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฟอสฟอรัสออกไซด์ สารประกอบฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์

การเก็บรักษา สถานที่เก็บ การเคลื่อนย้ายและขนส่ง:

      ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิด มีการป้องกันการทำลายทางกายภาพ เก็บแยกกับบริเวณทำงาน เก็บในบริเวณที่เย็นและแห้งภายในอุณหภูมิที่ผู้ผลิตกำหนด  ที่มีการระบายอากาศเพียงพอ ห่างจากความร้อน แหล่งจุดติดไฟทั้งหมด และสารที่เข้ากันไม่ได้  เก็บแยกกับบริเวณที่ทำงาน หมั่นทำความสะอาดบริเวณที่เก็บรักษา

การกำจัดกรณีรั่วไหล:

      เมื่อสารหกรั่วไหล ห้ามสัมผัสกับสารที่หกรั่วไหล ให้หยุดการรั่วไหลถ้าสามารถทำได้โดยปราศจากความเสี่ยงอันตราย   ถ้าหกรั่วไหลเล็กน้อยให้ดูดซับด้วยวัสดุดูดซับที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสารที่หก รั่วไหล และเก็บใส่ภาชนะบรรจุที่เหมาะสม และมีผ้าปิดแน่นสนิท   ล้างบริเวณสารหกรั่วไหล หลังจากสารเคมีถูกเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว ป้องกันไม่ให้สารเคมีที่หกรั่วไหล ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ แม่น้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ ถ้าหกรั่วไหลปริมาณมากๆให้ติดต่อกับผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ  โดยการกำจัดให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด

อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล:

      หน้ากากนิรภัย ถุงมือ ชุดแต่งกายเฉพาะ


การเกิดพิษ: 
   
      กลไกการเกิดพิษของไดอะไซนอนเหมือนสารกำจัดแมลงศัตรูพืชกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตทั่วไปคือมีผลผ่านการยับยั้ง
อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ในระบบประสาท โดยมี LD50 สำหรับมนุษย์ที่ 350-400 mg/kg   พิษของไดอะไซนอนเกิดได้จากการถูกดูดซึมได้โดยง่ายผ่านทางผิวหนัง หายใจเข้าทางจมูก และการรับประทานเข้าไป ซึ่งอาจรับได้จากการสัมผัสโดยตรง หรือการสัมผัสกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนไดอะไซนอน นอกจากนั้นยังอาจได้รับจากอาหารที่ปนเปื้อนไดอะไซนอน แต่พบว่าการปนเปื้อนในอาหารจะมีปริมาณที่น้อยมากเกินกว่าที่จะทำให้เกิดพิษ ได้  ไดอะไซนอนมีคุณสมบัติเสริมฤทธิ์กับไพรีทริน(pyrethrins) และสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในเภสัชภัณฑ์  
การได้รับพิษ
อาการ
การปฐมพยาบาล
การหายใจเข้าไป
เหนื่อย ชัก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ไม่ได้สติ อาเจียน รูม่านตาหดลง กล้ามเนื้อเกร็ง น้ำลายฟูมปาก หายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติหมดสติ อาจทำให้เสียชีวิตได้
ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์  ส่งต่อแพทย์
ผ่านทางผิวหนัง
ระคายเคือง แดง ปวด ปวดศีรษะ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนล้า หัวใจเต้นผิดปกติ รูม่านตาหดลง
ถอด เครื่องแต่งกายที่ปนเปื้อนออก ชำระล้างผิวหนังด้วยน้ำและสบู่ให้สารออกจนหมด แล้วส่งต่อแพทย์ กำจัดเครื่องแต่งกายที่ปนเปื้อน
เข้าทางตา
ระคายเคืองรุนแรง แดง ปวด การมองเห็นไม่ชัด
ล้างตาด้วยน้ำมากๆนานๆ(หลายนาที)  เอาคอนแทคเลนส์ออก(ถ้าทำได้)  แล้วนำส่งแพทย์
รับประทานเข้าไป
ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ช่องท้องเกร็ง ท้องเสีย หายใจลำบาก คลื่นไส้ หมดสติ อาเจียน รูม่านตาหด กล้ามเนื้อเกร็ง
ถ้าผู้ป่วยยังมีสติให้ล้างปากด้วยน้ำ ถ้าอาเจียนให้วางศีรษะต่ำกว่าสะโพก แล้วนำส่งแพทย์


      ผู้ที่ได้รับพิษของไดอะไซนอนมักเป็นผู้ที่ทำงานในแหล่งผลิตและผู้ที่ ต้องใช้สารนี้กำจัดแมลงเป็นอาชีพ สารนี้มีผลทำลายตา ระบบหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และเลือด ผู้ที่ได้รับไดอะไซนอนในปริมาณสูงมากๆทั้งจากอุบัติเหตุหรือการตั้งใจรับ ประทานเข้าไปจะทำให้ถึงตายได้  ถ้าได้รับในระดับที่ทำให้เกิดพิษได้จะมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนแรง สับสน รู้สึกกระวนกระวาย รูม่านตาหดตัวทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน  อาการที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เกิดตะคริวในช่องท้อง พูดไม่ชัด เหงื่อออก น้ำลายฟูมปาก อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ความดันต่ำ ท้องเสีย จนถึง ชัก กดการหายใจ หายใจลำบาก หมดสติ โคม่า   นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนัง  สามารถทำลายตับอ่อนได้ถ้าได้รับเป็นปริมาณมากๆ  ในผู้ที่ได้รับเป็นเวลายาวนานอาจจะทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ผิด ปกติ การคลอดผิดปกติ การทำลายประสาทและตับ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุมาจากการยับยั้งการสร้างไพริดีนนิวคลีโอไทด์ และกรดอะมิโนทริปโทแพน โดยมีการทดลองในไก่ หนู และสุนัข   นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งด้วย                             อัตราเร็วการเมแทบอลิสซึ่มและการกำจัดไดอะไซนอนเร็วมาก มีค่าครึ่งชีวิตในสัตว์ประมาณ 12 ชั่วโมง ถูกกำจัดผ่านทางปัสสาวะและอุจจาระ แต่ในวัวควาย ไดอะไซนอนจะถูกเก็บในไขมันเป็นเวลาถึง 2 อาทิตย์

ผลต่อนิเวศน์วิทยา:    
 

      ไดอะไซนอนเป็นพิษอย่างมากต่อผึ้ง และเป็นพิษต่อนกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัตว์ปีกประเภทเป็ดและห่าน  เคยพบประวัติเป็ดตายเนื่องจากพิษของไดอะไซนอนใกล้ๆกับสระน้ำเล็กๆ  และพบการตายของนกในสนามกอล์ฟและในฟาร์มปลูกหญ้าที่มีการใช้ไดอะไซนอน  ดังนั้น EPA จึงไม่อนุญาตให้ใช้ไดอะไซนอนในพื้นที่ดังกล่าว

ผลต่อสภาพแวดล้อม:

      ไดอะไซนอนเสื่อมสลายในดินจากแบคทีเรียและการเกิดไฮโดรลัยซีส  โดยมีค่าครึ่งชีวิต 14-80 วัน และยังอาจถูกชะลงสู่แหล่งน้ำได้อีกด้วย   อาจปนเปื้อนในละอองหมอกของพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย สารนี้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมดังนั้นห้ามทิ้งลงสู่ระบบน้ำ น้ำเสีย หรือดิน