หน้าแรก arrow arrow ยาย้อมผม
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2367902 คน
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ยาย้อมผม PDF พิมพ์

           ยาย้อมผม  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม   ทั้งเพื่อทำให้ดูอ่อนกว่าวัยจากการเปลี่ยนผมสีเทาหรือขาวให้เป็นสีเดิม  หรือเพื่อความสวยงามตามแฟชั่น  ดังนั้นยาย้อมผมจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ตั้งแต่วัยรุ่นถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและชาย

ส่วนประกอบของเส้นผม

            เส้นผมของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รากผม ซึ่งฝังอยู่ในผิวหนัง และส่วนของเส้นผมที่ประกอบด้วยเคราติน (keratin)   ซึ่งเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำ   เมื่อตัดเส้นผมดูตามขวางจะแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ 1)  ชั้นนอก (cuticle)  ซึ่งมีลักษณะคล้ายเกล็ดงู 2)  ชั้นกลาง (cortex)  ซึ่งเป็นชั้นที่มีเม็ดสี (melanin) อยู่     เป็นสีตามธรรมชาติของเส้นผม    หากขาดเม็ดสีนี้ก็จะทำให้เกิดผมขาว  การเปลี่ยนสีผมจะทำให้เม็ดสีในชั้นนี้เปลี่ยนแปลง    รวมทั้งการดัดหรือยืดผมก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของสารในชั้นกลางนี้  และ 3) ชั้นใน (medulla) เป็นชั้นแกนของเส้นผม


ยาย้อมผมเปลี่ยนสีผมได้อย่างไร?


            ยาย้อมผมอาจเปลี่ยนสีผมเพียงชั่วคราว     หรือเปลี่ยนสีผมอย่างถาวร    (จนกว่าจะมีผมงอกขึ้นมาใหม่) ซึ่งผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมในท้องตลาด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

            1. ยาย้อมผมชนิดชั่วคราว  ประกอบด้วยสีที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่    เคลือบบนชั้นนอกของเส้นผม ซึ่งสีนี้จะหลุดออกภายหลังจากการสระผมด้วยแชมพูเพียงครั้งหรือสองครั้ง

            2. ยาย้อมผมชนิดกึ่งถาวร ประกอบด้วยสีที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก    ซึ่งสามารถซึมเข้าไปถึงชั้นกลางของเส้นผมได้ สีจะคงทนได้นาน 3-5 สัปดาห์

            3. ยาย้อมผมชนิดถาวร ยาย้อมผมชนิดนี้ติดทนบนเส้นผม    และทนต่อการสระด้วยแชมพู  ซึ่งยาย้อมผมชนิดถาวรนี้มี  2  ชนิด   คือ  ยาเคลือบสีผม   ซึ่งสีจะสะสมที่ชั้นนอกของเส้นผมเท่านั้น (โดยสีที่ใช้มี 3 ประเภท  ได้แก่ สมุนไพรย้อมผม เกลือโลหะย้อมผม และสีผสม) และอีกชนิดหนึ่ง คือ ยาย้อมผมชนิดที่ซึมเข้าเส้นผม    ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการเปลี่ยนสีผม   ยาย้อมผมชนิดนี้ประกอบด้วยน้ำยา 2 ขวด คือ

            ขวดที่ 1  ครีมสี  เป็นของเหลวหรือครีม  ซึ่งประกอบด้วยสีที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม ที่เรียกว่า
สีออกซิเดชัน หรือสีพารา ได้แก่ พาราฟีนิลีนไดอะมีน (p-Phenylenediamine, PPD) และ พาราโทลูอีนไดอะมีน (p-Toluenediamine, PTD)  ซึ่งอยู่ในสภาวะด่างจากการเติม แอมโมเนีย (Ammonia) ด่าง  ทำให้ชั้นนอกของเส้นผมบวม  พอง    และแยกออกทำให้สีซึมเข้าสู่ชั้นกลางของเส้นผม  แต่ถ้าน้ำยาเป็นด่างมากจะละลายชั้นนอกของเส้นผม  ทำให้ผมหยาบกระด้าง  นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว ที่ช่วยให้สีซึมเข้าเส้นผมได้ดี และสารที่ทำให้ข้นเพื่อให้สีไม่ไหลออกจากเส้นผม

            ขวดที่ 2  น้ำยาโกรก   ประกอบด้วย    6%    ของ   ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์    (Hydrogen peroxide)  ซึ่งทำหน้าที่ออกซิไดซ์สีพาราให้เกิดสีย้อมผม   หากไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มีความเข้มข้นมากกว่า  6%     จะทำลายเส้นผมและระคายเคืองหนังศีรษะ     แต่ถ้าความเข้มข้นต่ำกว่านี้ก็จะไม่สามารถออกซิไดซ์สีพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการใช้ยาย้อมผมชนิดนี้ต้องผสมน้ำยาทั้ง 2 ขวดทันทีก่อนใช้ย้อมผม   เพื่อให้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์   ปล่อยออกซิเจนอิสระไปออกซิไดซ์สีพาราให้
เกิดสี สำหรับการเปลี่ยนสีผม


สารเคมีที่พบในยาย้อมผมและการเกิดพิษ

พาราโทลูอีนไดอะมีน (p-Toluenediamine, PTD)

ชื่อพ้อง ได้แก่ 2,5-diaminotoluene

สูตรโครงสร้างทางเคมี :


                                                             

           
PTD ทำหน้าที่เป็นสีที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม มีลักษณะเป็นแผ่นหรือผลึกที่ไม่มีสี

            อาการแพ้ที่พบ   ได้แก่   การระคายเคืองผิวหนังและตา   หากโดนผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำ
และสบู่ หากกระเด็นเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำ

            ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท


พาราฟีนิลีนไดอะมีน (p-Phenylenediamine, PPD)

ชื่อพ้อง ได้แก่ phenylenediame, phenylenediame dihydrochloride, aminoaniline dihydrochloride, benzenediamine dihydrochloride, 1,4-diaminobenzene, p-aminoaniline   

สูตรโครงสร้างทางเคมี :


                                                                  

            ลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือแดง และมีสีเข้มขึ้นเมื่อทิ้งไว้ในอากาศ

            PPD       มีคุณสมบัติเป็นตัวรีดิวซ์อย่างแรง      เมื่อได้รับออกซิเจนจากตัวออกซิไดซ์     คือ
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมดำที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม ในส่วนผสมของครีมสีจะมีความเข้มข้นต่างๆ (0.08-6%) กัน ซึ่งเมื่อผสมกับสารตัวอื่นจะให้สีต่างๆ กันด้วย


            เป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ใช้ อาการแพ้ที่พบ  ได้แก่ หน้าและคอบวม ผื่นแพ้จากการสัมผัส (contact dermatitis)  ผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ แสบร้อน หากโดนตาทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาบวม หากสูดดมทำให้ไอ จาม วิงเวียนและหายใจไม่ออก

การปฐมพยาบาล

            ผู้ที่เกิดอาการแพ้ หากโดนผิวหนังและตา ให้ล้างออกด้วยน้ำ  และให้อยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท หากอาการแพ้เกิดขณะทำการย้อมผม  ให้ล้างผมและหนังศีรษะด้วยสบู่อ่อน และน้ำเพื่อล้างสีย้อมออกไปให้หมด อาจนวดหนังศีรษะด้วยน้ำมันมะกอก แล้วทาด้วยครีมสเตียรอยด์ที่ละลายน้ำได้

            นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติแพ้    PPD    ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีม    และครีมกันแดดที่มี   PABA (p-aminobenzoic acid)   รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มี benzocaine หรือ procaine  เป็นส่วนผสม และไม่ควรรับประทานยาในกลุ่มซัลฟา (sulfonamides) เนื่องจากอาจพบอาการแพ้ได้เช่นกัน


แอมโมเนีย (Ammonia)   

ชื่อพ้อง ได้แก่ ammonia gas   aqueous ammonia    ammonium hydroxide

สูตรโครงสร้างทางเคมี : NH3

            ลักษณะเป็นก๊าซที่ไม่มีสี และมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว

            แอมโมเนียที่เป็นส่วนผสมในครีมสี  จะอยู่ในรูปของแอมโมเนียม  ไฮดรอกไซด์ (Ammonium Hydroxide)  ซึ่งเป็นสารละลายในน้ำที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 1%  และมีความเป็นด่างสูง มีคุณสมบัติในการกัดกร่อน (corrosive) ทำให้ชั้นนอกของเส้นผมแยกออกเพื่อให้สีย้อมผมผ่านเข้าไปได้

            อาการพิษที่เกิดขึ้นจากการสัมผัส   สูดดม   หรือเมื่อกระเด็นเข้าตา จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองทั้งต่อผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และตา อาจมีน้ำตา น้ำมูกไหล และไอ

            หากผิวหนังหรือเส้นผมสัมผัสกับแอมโมเนียให้ล้างด้วยน้ำสะอาดนานไม่ ต่ำกว่า 5 นาที แล้วตามด้วยสบู่และน้ำอีกครั้งหนึ่ง   หากเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำหรือน้ำเกลือนาน 15 นาที  ทั้งนี้ก่อนการใช้ยาย้อมผมผู้ที่ใส่เลนส์สัมผัส   (contact lens)     ควรถอดเลนส์ออกก่อน    เพื่อป้องกันไอระเหยของแอมโมเนียและสารเคมีอื่นๆ ที่อาจกระเด็นเข้าตา


ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide)

สูตรโครงสร้างทางเคมี : H2O2

            ลักษณะเป็นของเหลวใส  ไม่มีสี  ไม่คงตัว สามารถปลดปล่อยออกซิเจนได้โดยเฉพาะเมื่ออยู่รวมกับสารที่มี คุณสมบัติเป็นตัวรีดิวซ์

            ทำหน้าที่  2  อย่าง  คือ  เป็นสารฟอกสี (bleaching หรือ lightening agent) ที่ทำลายเม็ดสีตามธรรมชาติ   ทำให้เส้นผมมีสีอ่อนลง   ง่ายต่อการเปลี่ยนสีผม   และเป็นสารออกซิไดซ์ (oxidizing agent)  ปลดปล่อยออกซิเจน   เพื่อออกซิไดซ์สีพาราให้เกิดสีที่ย้อมติดกับผม   ในยาย้อมผมไม่ควรมีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เกิน 6% แต่ที่พบในท้องตลาดมีตั้งแต่ 3-40%

            หากใช้โดยไม่มีการเจือจางจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง 
        


ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบในยาย้อมผม  
เช่น   Nonoxynol-6, Nonoxynol-4, Propylene Glycol, EDTA, Sodium Metabisulfite, Resorcinol, O-Aminophenol, M-Aminophenol

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณแพ้สารเคมีในยาย้อมผมหรือไม่?

           
ก่อนการใช้ยาย้อมผมแต่ละครั้ง ควรทดสอบว่าคุณจะแพ้สารเคมีที่เป็นส่วน ผสมอยู่ในยาย้อมผมหรือไม่  แม้คุณจะเคยใช้ยาย้อมผมชนิดนั้นโดยไม่เกิดการแพ้มาก่อนก็ตาม โดยปกติจะมีวิธีทดสอบการแพ้ที่เรียกว่า  Patch Test   ระบุในใบแทรกที่แนบมากับผลิตภัณฑ์  ซึ่งทำได้โดยทำความสะอาดบริเวณหลังใบหู   หรือบริเวณข้อพับข้อศอกด้านใน  แล้วใช้ก้านสำลีจุ่มยาย้อมผมที่ผสมแล้วเพียงเล็กน้อยทาที่บริเวณดังกล่าว  ให้กว้างประมาณครึ่งนิ้ว   ทิ้งไว้ให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออกเป็นเวลา 24 ถึง 48 ช.ม.หากมีอาการคันหรือผื่นแดง ก็ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์นั้น

ผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact Dermatitis)


            สารเคมีหลายตัวในยาย้อมผม อาจทำให้เกิดอาการผื่นคัน โดยเฉพาะ PPD  ทำให้เกิดอาการแพ้ในผู้ใช้ยาย้อมผมส่วนใหญ่  ลักษณะผื่นแพ้อาจเป็นผื่นแดง  หรือตุ่มน้ำใสเล็กๆ  คันมาก และจะขึ้นเฉพาะที่บริเวณที่สัมผัสถูกยาย้อมผม   ตุ่มน้ำใสอาจรวมกันจนเป็นตุ่มพองใหญ่    เมื่อแตกออกจะมีน้ำเหลืองไหล  เมื่ออาการดีขึ้น  ผิวหนังอาจแห้งเป็นขุย หรือหนาตัวขึ้น อาจมีสีคล้ำลง หรือเป็นรอยด่างขาวชั่วคราว เมื่อมีอาการคันไม่ควรเกาจนเป็นแผลเพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

            การรักษาผื่นแพ้จากการสัมผัส  ขั้นแรก  คือ การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้  หากอาการแพ้เกิดขึ้นแล้ว   ให้ชะแผลด้วยน้ำเกลือ   แล้วเช็ดให้แห้ง   ทาด้วยครีมสเตียรอยด์   แต่ถ้าเป็นบริเวณกว้างควรกินยาแก้แพ้ร่วมด้วย    ถ้ามีหนองหรือน้ำเหลือง   ให้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย