หน้าแรก arrow arrow สารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2399966 คน
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง PDF พิมพ์

          สารเคมีที่นำมาใช้ในการขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง จะเป็นสารที่อันตรายมีฤทธิ์กัดกร่อน อย่างแรง ได้แก่ โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือกรดซัลฟุริก สารเคมีเหล่านี้ทำงานโดยการกัดกร่อนสิ่ง อุดตัน ในขณะเดียวกัน ก็มีคุณสมบัติกัดผิวหนังอย่างรุนแรงด้วย แม้กระทั่งไอระเหยของสารเหล่านี้ก็มีอันตรายอย่างแรงเช่นกัน ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีเหล่านี้ในเชิงป้องกันการอุดตัน แต่ให้ใช้น้ำต้มเดือด หรือผงฟูหนึ่งกำมือ และน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยเทลงในท่อน้ำทิ้งสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าสารขจัดสิ่งอุดตุนในท่อน้ำทิ้ง รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม มากกว่า

            ขณะใช้สารเคมีประเภทกรดหรือด่างอย่างแรง    เพื่อขจัดสิ่งอุดตันต้องสวมถุงมือ    และแว่นนิรภัยป้องกันการกระเด็นเข้าตา   หลีกเลี่ยงการสูดดมไอที่เกิดขึ้น   ถ้าใช้แล้วยังไม่ได้ผลท่อยังอุดตันอยู่  อย่าพยายามใช้ตัวปั๊มดันสิ่งอุดตันลงไป    ซึ่งอาจจะทำให้สารเคมีในท่อถูกดันกลับขึ้นมาด้านบน และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน  แต่ต่างยี่ห้อมาใช้เพิ่มเข้าไป การใช้สารเคมีต่างชนิดผสมกันอาจทำให้เกิดก๊าซพิษ หรือเกิดปฏิกิริยาแล้วดันกลับขึ้นมาด้านบนได้  ถ้าสารเคมีดังกล่าวไม่ได้ผลท่อยังคงมีการอุดตันอยู่ควรเรียกช่างมาซ่อม   โดยต้องบอกด้วยว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไรไปแล้ว  เพื่อให้ช่างหาอุปกรณ์ป้องกัน อันตรายแก่ตัวช่างเอง การเก็บสารเคมีดังกล่าวควรเก็บให้พ้นมือเด็ก

            ถ้าผลิตภัณฑ์ในการกำจัดสิ่งอุดตัน       มีการกล่าวอ้างว่าไม่มีการกัดกร่อน      ผลิตภัณฑ์นั้นต้องบอกองค์ประกอบให้ชัดเจน  เนื่องจากอาจเป็นอันตราย ถ้ามีการสูดดมสารในความเข้มข้นสูงหรือการกินเข้าไป

            ผลิตภัณฑ์อื่นๆ   ที่มีการนำมาใช้เป็นสารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง  ได้แก่  พวกเอ็นไซม์และจุลินทรีย์   มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ  และสิ่งแวดล้อมมากกว่า  แต่อาจไม่ได้ผลเร็วอย่างที่คาดหวัง


โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide)
ชื่อพ้อง     

            โซดาไฟ, โซดาไฮเดรท, โซดาแผดเผา, Caustic soda, Sodium hydrate, Lye, Soda lye, Caustic flake


สูตรโครงสร้างทางเคมี :
   NaOH          

มวลโมเลกุล :   40.00

ความเข้มข้นในผลิตภัณฑ์ขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง

            ในรูปของแข็ง   ประมาณ 53-55% โดยน้ำหนัก

            ในรูปสารละลาย   ประมาณ 24-25% โดยน้ำหนัก

การเกิดพิษ

             เกิดจากการรับประทาน การสัมผัส หรือการสูดดมไอระเหย  ที่เข้มข้นหรือมากเกินไป

กลไกการออกฤทธิ์ / การเกิดพิษ                 

            มีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างแรง

ประโยชน์

            โซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ   สารเคมีอนินทรีย์  สารเคมีอินทรีย์ สบู่ เท็กซ์ไทล์  ใช้ทำความสะอาดขวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ในอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่ม  โดยทั่วไปจะใช้เพื่อฆ่าเชื้อและทำความสะอาด    ใช้เพื่อขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง การทำไม้ ใช้ในแบตเตอรี่

อาการแสดงพิษและการวินิจฉัย

ระบบหายใจ (จากการสูดดมไอระเหยเข้าไป)

            - การหายใจเอาไอระเหยที่ขึ้นจากท่อหลังการเทสารลงไป     ทำให้หายใจติดขัด    ลำบาก  ทำลายเนื้อเยื่อปอด

            - คอบวม

ตา, หู, จมูก, และ ลำคอ

            - ทำให้เจ็บปวดอย่างรุนแรงและเป็นแผลพุพองในลำคอ จมูก ตา หู ริมฝีปาก และลิ้น

            - รุนแรงถึงขั้นตาบอดได้

            - ผู้ที่เคยได้รับสารเข้าทางปาก    อาจมีการพัฒนากลายเป็นมะเร็งทางเดินอาหารได้ในภายหลัง 12-42 ปี

กระเพาะอาหาร และลำไส้

            - ถ้ารับประทานเข้าไป จะระคายเคืองหลอดอาหารอย่างรุนแรง เป็นแผลไหม้

            - ปวดท้องอย่างรุนแรง

            - อาเจียน

            - อาเจียนเป็นเลือด

            - มีเลือดออกในอุจจาระ

หัวใจและหลอดเลือด

            - ความดันต่ำอย่างรวดเร็ว

            - หลอดเลือดตีบ

ผิวหนัง


            - ระคายเคือง จนถึงผิวหนังไหม้พุพอง

            - ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้างใต้ผิวหนังตาย

            - หากสัมผัสสารซ้ำๆเป็นระยะเวลานาน  จะทำให้เกิดอาการแห้งแตก  เกิดอาการอักเสบของผิวหนัง        

            - นอกจากนี้ผิวหนังที่ถูกสารกัดอย่างรุนแรงก็อาจเป็นมะเร็งได้

เลือด

            - ความเป็นกรดด่างเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง  นำไปสู่การทำลายอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

            - ความรุนแรงของการเกิดพิษขึ้นกับปริมาณ และความเข้มข้นของสารที่ร่างกายได้รับ รวมทั้งการเจือจางและการสะเทินด่างอย่างรวดเร็ว  อาจเกิดการทำลายอย่างรุนแรงที่เนื้อเยื่อปาก  ลำคอ ตา ปอด หลอดลม จมูกและกระเพาะอาหาร  การทำลายหลอดลมและกระเพาะอาหารจะยังคงอยู่อีกหลายสัปดาห์ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ถึงแม้เวลาผ่านไปแล้วเป็นเดือนหลังการรับประทานเข้าไป

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

            - ไม่มียาต้านพิษ  วิธีปฐมพยาบาลจะทำตามอาการ

ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง

            - ให้รีบล้างด้วยน้ำมากๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที พร้อมกับถอดชุดอุปกรณ์ต่างๆ ที่เปื้อนสารออก  หากยังไม่หายระคายเคืองให้ทำซ้ำ แล้วรีบนำส่งแพทย์

ถ้าสัมผัสถูกตา

            - ให้รีบล้างด้วยน้ำอุ่นโดยค่อยๆ ให้น้ำไหลผ่านตาอย่างน้อย 15 นาที ระวังอย่าให้น้ำล้างตาไหลเข้าตาข้างที่ไม่โดนพิษ    หากยังไม่หายระคายเคือง ให้ทำซ้ำ แล้วรีบนำส่งแพทย์

ถ้ารับประทานเข้าไป


            - อย่าทำให้คนไข้อาเจียนออกมา

            - ให้คนไข้ดื่มน้ำหรือนมทันที แต่ถ้าคนไข้กำลังอาเจียนหรือหมดสติ ไม่ควรให้ของเหลวใดๆ

ถ้าคนไข้สูดดมเข้าไป

            - เคลื่อนย้ายคนไข้ไปในที่อากาศบริสุทธิ์ ให้พักผ่อน ในลักษณะกึ่งตั้งตรง

            - อาจต้องให้เครื่องช่วยหายใจ

ก่อนนำส่งแพทย์ ควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้

            - อายุ น้ำหนัก และ ภาวะของคนไข้

            - ชื่อของผลิตภัณฑ์ (องค์ประกอบและความแรง)

            - เวลาที่มีการรับประทานเข้าไป

            - ปริมาณที่รับประทานเข้าไป

ข้อควรระวัง

        - ควรระบุ “สารอันตราย” (Danger) และ “สารเป็นพิษ” (Poison) ที่ฉลาก 

        - ควรมีคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการบีบภาชนะบรรจุแบบถี่ๆ   ป้องกันการกระเด็นโดนผิวหนังและตา

        - สวมหน้ากากป้องกันสารพิษ  ถุงมือ รองเท้าบู้ท  และแว่นนิรภัยเพื่อความปลอดภัย

        - ถุงมือที่ใช้ควรเป็นประเภท ไนไตรล์ นีโอปรีน หรือถุงมือยาง

        - หลีกเลี่ยงการสูดไอเข้าสู่ร่างกาย  และใช้ในบริเวณที่มีการหมุนเวียนอากาศที่ดีพอ

        - ถ้ามีการสัมผัสโดนส่วนใดของร่างกาย  ควรรีบล้างออกด้วยน้ำปริมาณมากๆ

        - ไม่เป็นสารที่ลุกไหม้ได้  แต่เมื่อเป็นของแข็ง จะเป็นสารที่ดูดความชื้น และเมื่อเกิดปฏิกิริยากับน้ำ หรือเจือจางด้วยน้ำ  จะทำให้เกิดความร้อนมากเพียงพอให้เกิดการเผาไหม้ได้ ถ้าอยู่ใกล้กับสารที่ติดไฟ    นอกจากนั้น   ไอระเหยที่เกิดขึ้นยังมีฤทธิ์กัดกร่อนทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

        - เมื่อเป็นสารละลายอาจเกิดปฏิกิริยากับอะลูมิเนียม   และโลหะอ่อนอื่นๆ  ทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟ หรือระเบิดได้เมื่อเกิดการเผาไหม้

        - การละลาย หรือเจือจางสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ควรเติมโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือ สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทีละน้อย ลงในน้ำ   อย่าเติมน้ำลงในโซเดียมไฮดรอกไซด์

สารที่เข้ากันไม่ได้

            - ทำปฏิกิริยากับโลหะ เกิดก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเผาไหม้และระเบิดได้

            - เข้ากันไม่ได้กับสารออกซิไดส์อย่างแรง    กรดอย่างแรง    สารอินทรีย์   อะลูมิเนียม   ดีบุก  สังกะสี  และสารประกอบไนโตร  รวมทั้งสารอินทรีย์ที่มีธาตุฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ  ทำให้ลุกไหม้และระเบิดได้

            - ดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ

การเก็บรักษา

            - เก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดฝาแน่นเรียบร้อย ให้ห่างไกลจากเด็กและสัตว์เลี้ยง

            - ไม่ควรใช้ภาชนะที่ทำจากอลูมิเนียม สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว แก้ว ในการบรรจุ

            - ไม่เก็บในที่มีความชื้น และให้ห่างไกลจากน้ำ

            - เวลาเก็บตั้งภาชนะให้ตรง  เก็บในบริเวณที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทสะดวก

            - เวลาเปิดจุกควรเปิดด้วยความระมัดระวัง  ป้องกันแรงดันภายในภาชนะ

การกำจัด

            - สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เจือจางปริมาณน้อย  สามารถเททิ้งลงอ่างน้ำ  แล้วเปิดน้ำตามปริมาณมากๆ แต่ถ้ามีปริมาณมากควรสะเทินเสียก่อนค่อยเททิ้ง

            - ไม่ควรเททิ้งบนพื้นดิน  และไม่ทิ้งร่วมกับขยะในบ้าน

ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่อาจมีโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนประกอบ (มักมีในปริมาณน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ขจัดสิ่งอุดตัน)

            - ตัวทำละลายและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง  ซีเมนต์ 

            - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอิฐ 

            - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดตู้อบ

            - ผลิตภัณฑ์ยืดผม

            - ผลิตภัณฑ์ขัดโลหะ

            - น้ำด่าง (Lye)