หน้าแรก arrow ติดต่อเรา
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409470 คน
ขณะนี้มี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ติดต่อเรา

            เหา (Pediculus humanus) เป็นแมลงไร้ปีกที่มีขนาด 1-2 มม. ลักษณะตัวแบนคล้ายตัวเห็บ แต่มีขนาดเล็กกว่า มีสีดำ ชอบกัดและดูดเลือดกินเป็นอาหาร และวางไข่บนเส้นผม โดยหลั่งสาร ไคติน (chitin) หุ้มปลายหนึ่งของไข่ ให้เกาะติดแน่นอยู่ อาศัยอยู่บนศีรษะและอยู่ตามขนบริเวณ ลำตัว พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง จะเกิดอาการคันที่บริเวณศีรษะ ตรวจดูเห็น ตัวและไข่เหา เป็นจุดขาว ๆ ติดอยู่บนบริเวณโคนผมและเส้นผม ส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณเหนือใบหู และที่ท้ายทอย บางคนอาจมีอาการคันมากตอนกลางคืน จนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ น้ำลาย ของตัวเหาจะมีสารซึ่งระคายเคืองผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคันที่รอยกัด บางคนอาจเกาจนมีเชื้อ แบคทีเรียอักเสบแทรกซ้อนกลายเป็นตุ่มฝีหรือพุพอง และมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต


            ยาฆ่าเหาประกอบด้วยตัวยาที่ใช้ฆ่าเหา ได้แก่ Benzyl benzoate 25 % และ Lindane 20 % มีลักษณะเป็นยาน้ำแขวนตะกอนสีขาวขุ่น ( Scabicide emulsion  ) ใช้ทาทั่วศีรษะ ห้ามเกาศีรษะ หลังสระผมให้สะอาดแล้ว และทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง วิธีที่สะดวก คือ ใส่ยาตอนเย็น แล้วทิ้งไว้ค้างคืนหลัง จากนั้นสระผมซ้ำเพื่อล้างยาออก ยาฆ่าเหาอาจผสมในแชมพูสระผมใช้สำหรับสระผม ทิ้งไว้ประมาณ 4 นาทีค่อยล้างออก โดยต้องระมัดระวังไม่ให้ยาผ่านเข้าสู่เยื่อเมือกไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ยาจะฆ่า ตัวเหาได้หมด แต่ไข่เหายังไม่หมด ควรใช้หวีซี่ถี่ๆ สางผมให้ไข่เหาหลุดออก   หากจำเป็นต้องใช้ยา ฆ่าเหาซ้ำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร



                                               

                    Benzyl benzoate C6H5CO2CH2C6H5 MOL WT.  มวลโมเลกุล 212.25

ชื่อพ้อง

      Benzoic acid phenylmethyl ester;  Benzyl phenylformate; Benzyl benzene carboxylate; Benzyl alcohol benzoic ester;  Benzoic acid benzyl ester 

กลไกการออกฤทธิ์


      Benzyl benzoate จะออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท

การเกิดพิษ

      จะเป็นอันตรายหากรับประทาน จากการศึกษาในสัตว์ทดลองค่าความเป็นพิษปานกลาง (moderate) มีค่า  Oral rat LD50 : 1700 มก./กก. ; Skin rabbit LD50: 4000 มก./กก.พิษจากการ สูดดม หลีกเลี่ยงการสูดดมสาร เนื่องจากจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ และเป็นการ นำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย พิษจากการสัมผัสทางผิวหนัง ก่อให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผิวหนังแดง (Redness), คัน(Itching)และปวด (Pain) พิษจากการสัมผัสทางตา ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ทำให้ตาแดง  และปวด


ประโยชน์   ใช้ฆ่าเหา

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

      Benzyl benzoate เป็นยาภายนอก ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องนำส่งโรงพยาบาล ต้องนำภาชนะที่ บรรจุยาฆ่าเหาไปด้วย หากเกิดอันตรายจากการใช้ยาผิดวิธี เช่น

     
 1.อันตรายเกิดจากการสูดดม (Inhalation) ให้นำผู้ป่วยไว้ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หากจำเป็นอาจ ต้องให้เครื่องช่วยหายใจหรือให้ออกซิเจนช่วย

      2.อันตรายเกิดจากการรับประทาน (Ingestion) พยายามให้ผู้ป่วยอาเจียนสารพิษออกมา ห้าม ให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือสารใด ๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ

      3.อันตรายเกิดจากการสัมผัสทางผิวหนัง ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า และรองเท้าที่มีการปนเปื้อนยาฆ่าเหา แล้วล้างด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที


      4.อันตรายเกิดจากการสัมผัสทางตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดจำนวนมาก ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที กะพริบตาเป็นระยะ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

         คาร์บาเมต (carbamates) เป็นยาฆ่าแมลงกลุ่มหนึ่งที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน สารเคมีในกลุ่มนี้ตัวแรกที่มีประวัติในการใช้ ก็คือ อีเซอรีน (eserine) หรือ ฟัยโสสติกมีน (physostigmine) สารนี้เป็นสารพิษที่พบในเมล็ดถั่วคาลาบาร์ (Calabar beans) ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เลกูมิโนเซ (Leguminosae) จากอาฟริกาตะวันตก เมล็ดถั่วคาลาบาร์นี้จะใช้กระบวนการทางกฎหมาย โดยผู้ที่ตกเป็นต้องสงสัยในคดีต่างๆต้องรับประทานยาที่ปรุงจากเมล็ดถั่วนี้ ถ้าสามารถรอดชีวิตได้จะถือว่าไม่มีความผิด การทดสอบนี้ทำเพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มากกว่าเป็นการลงโทษ

       อีเซอรีน เป็นสารยับยั้งอะเซทิลโคลิเนสเทอเรส (acetylcholinesterase inhibitor) ตัวแรกที่เป็นที่รู้จัก โดยในหนู มีขนาดที่ทำให้ประชากร 50% ตาย หรือที่เรียกว่า แอลดี50 (LD50) เท่ากับ 4.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยการกิน และ 0.64 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง

       สูตรโครงสร้างทางเคมีทั่วไปของยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต เป็นดังรูปข้างล่าง โดยส่วนใหญ่ของยาฆ่าแมลงมักจะมีสูตรโครงสร้างทั่วไปเป็นดังรูปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นการง่ายที่จะสังเกตหรือจดจำสารเคมีกลุ่มนี้ได้จากสูตรโครงสร้างทาง เคมี

                              

 
โครงสร้างทั่วไปของยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต

 
        อี เซอรีนและคาร์บาเมตอื่นๆในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการทำปฏิกิริยาที่ตำแหน่งออก ฤทธิ์ (active site) ที่เดียวกับสับสเทรต (substrate) หรือสารตั้งต้นของเอนไซม์ และยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส (organophosphorus) แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญคือเมื่อกลุ่มแทนที่คาร์บาเมตไปจับกับเอนไซม์แล้ว จะเกิดไฮโดรไลซิส (hydrolysis) หรือแยกสลายออกมาจากเอนไซม์ได้ง่ายกว่าออร์กาโนฟอสฟอรัส แต่ยากกว่าสับสเทรต


 
        คาร์ บาเมตแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คาร์บาเมตธรรมดา (ordinary carbamates) และ ออกซีมคาร์บาเมต (oxime carbamates) แต่กลไกการออกฤทธิ์คล้ายกัน

                           
    

 
ตัวอย่างของยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต
        1. Carbaryl
            ชื่อทางเคมี : 1-naphthyl methylcarbamate
            สูตรเคมี : C12H11NO2
            สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                    


         2. Carbofuran
             ชื่อทางเคมี : 2,3-dihydro-2,2-dimethylbenzofuran-7-yl methylcarbamate
             สูตรเคมี : C12H15NO3
             สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                     


         3. Carbosulfan
             ชื่อทางเคมี : 2,3-dihydro-2,2-dimethylbenzofuran-7-yl (dibutylaminothio)methylcarbamate
             สูตรเคมี : C20H32N2O3S
             สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                


          4. Aldicarb
              ชื่อทางเคมี : (EZ)-2-methyl-2-(methylthio)propionaldehyde O-methylcarbamoyloxime
              สูตรเคมี : C7H14N2O2S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :
                                   
                                

          5. Oxamyl
              ชื่อทางเคมี : (EZ)-N,N-dimethyl-2-methylcarbamoyloxyimino-2-(methylthio)acetamide
              สูตรเคมี : C7H13N3O3S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                  

                                                

          6. Ethiofencarb
              ชื่อทางเคมี : -ethylthio-o-tolyl methylcarbamate
              สูตรเคมี : C11H15NO2S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                     

          7. Pirimicarb
              ชื่อทางเคมี : 2-dimethylamino-5,6-dimethylpyrimidin-4-yl dimethylcarbamate
              สูตรเคมี : C11H18N4O2
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                        

ประโยชน์

          มักใช้ฆ่าแมลงศัตรูพืชในผลิตผลทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดพืชที่เป็นอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้กับสัตว์ปีก ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง เพื่อกำจัดแมลงรบกวน และยังใช้กำจัดหอยทากและหนอนตัวกลม (nematodes) บางชนิดได้

 
กลไกการออกฤทธิ์/การเกิดพิษ

          กลไกการออกฤทธิ์ คือ ยับยั้งการทำงานของอะเซทิลโคลิเนสเทอเรส ทำให้สารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนถูกทำลายลดลง จึงเกิดอาการพิษเนื่องจากการทำงานของระบบสื่อประสาทโคลิเนอร์จิค (cholinergic neurotransmission) ทำงานมากเกินปกติ

          ยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตส่วนใหญ่มีพิษค่อนข้างรุนแรง ยกเว้น คาร์บาริล (carbaryl) ซึ่งมีพิษปานกลาง ยาฆ่าแมลงกลุ่มนี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังได้ โดยเฉพาะรอยแผลหรือรอยข่วน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง นอกจากนี้ยาฆ่าแมลงในกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตาอย่างมาก

          ในระยะยาว โดยทั่วไป คาร์บาเมตไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ยกเว้น คาร์บาริลและคาร์โบฟิวแรน (carbofuran) ซึ่งถ้าได้รับทางการรับประทานจัดเป็นสารก่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ คาร์โบฟิวแรนยังอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่าคาร์บาเมตมีการสะสมหรือคงอยู่ในร่างกาย

 
อาการแสดงและการวินิจฉัย

          โดยทั่วไป อาการแสดงของความเป็นพิษที่เกิดขึ้นเนื่องจากยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตได้แก่ อาการปวดศีรษะ วิงเวียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระตุก หรือสั่น หัวใจเต้นช้าลง รู้สึกบวม หรือแน่นหน้าอก เหงื่อออก คลื่นไส้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อตา คือ ระคายเคืองต่อตา ทำให้สายตา ขาดความคมชัด ตาแดง น้ำตาไหล การควบคุมกล้ามเนื้อตาลำบาก และม่านตาหด

          อาการและความรุนแรงของการเกิดพิษจะขึ้นกับ (1) ความเป็นพิษของชนิดยาฆ่าแมลงที่ได้รับ, (2) ปริมาณยาฆ่าแมลงที่ได้รับ, (3) วิถีทางที่ได้รับ และ (4) ระยะเวลาที่ได้รับ

อาการความรุนแรงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

          1. ระดับไม่รุนแรง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง) มีอาการเหนื่อย อ่อนแรง วิงเวียน คลื่นไส้ และมองภาพไม่ชัด
          2. ระดับรุนแรงปานกลาง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง) มีอาการปวดศีรษะ เหงื่อแตก น้ำตาไหล น้ำลายไหล อาเจียน สายตาแคบ และกระตุก
          3. ระดับรุนแรงมาก (หลังจากการดูดซึมเป็นวัน) เป็นตะคริวที่ท้อง ปัสสาวะราด ท้องเสีย กล้ามเนื้อสั่น ม่านตาหด ความดันต่ำ หัวใจเต้นช้า หายใจขัด และหากไม่ได้รับการรักษาโดยทันทีจะเสียชีวิตในที่สุด

          โดยทั่วไป อาการเหล่านี้ มักมีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ เมาค้าง หมดแรง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หอบ ทางเดินอาหารอักเสบ ปอดบวม และเลือดคั่งในสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ถ้าละเลยหรือวินิจฉัยผิด ดังนั้นการวินิจฉัยสามารถทำได้โดยวัดระดับของโคลิเนสเทอเรส เป็นประจำสำหรับผู้ที่คาดว่าจะได้รับหรือสัมผัสกับคาร์บาเมต

 
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการรักษา

          1. หากสัมผัสถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำจำนวนมากๆ หากเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทันที
          2. หากสูดดมให้ย้ายผู้ถูกพิษออกจากบริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง และให้ออกซิเจนถ้าจำเป็น
          3. หากเข้าตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆจนอาการระคายเคืองทุเลา หากยังมีอาการระคายเคืองอยู่ให้ไปพบจักษุแพทย์
          4. หากรับประทาน ห้ามทำให้อาเจียน ให้รีบนำส่งแพทย์ พร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก
          5. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือได้รับสารพิษในปริมาณมาก หรือหมดสติ ให้รีบนำผู้ได้รับพิษส่งโรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมทั้งนำข้อมูลเกี่ยวกับชื่อผลิตภัณฑ์ และส่วนผสมที่คาดว่าผู้ได้รับพิษได้รับ รวมทั้งวิธีการปฐมพยาบาลฉุกเฉินที่อยู่บนฉลากไปด้วย ทั้งนี้ผู้นำส่งน่าจะต้องสามารถอธิบายถึงวิถีทางและโอกาสที่ผู้รับพิษได้รับ ยาฆ่าแมลงได้ โดยปกติแล้วการแก้พิษของคาร์บาเมตจะให้อะโทรพีน (atropine) เพียงอย่างเดียว

 
ข้อควรระวัง/การป้องกัน
          1. เมื่อทำการพ่นยา ระวังอย่าให้ยาฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตสัมผัสกับผิวหนัง เข้าปากหรือเข้าตา ห้ามสูดดมผงยา หรือไอจากการฉีดพ่น
          2. ให้สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม รวมทั้งแว่นตาหรือหน้ากากกันสารเคมี เพื่อป้องกันการสัมผัสกับยาฆ่าแมลง รวมทั้งใช้วิจารณญาณขณะทำการฉีดพ่น เพื่อลดการสัมผัสกับสารเคมีให้ได้มากที่สุด
          3. เมื่อเสร็จจากการใช้แล้ว ต้องอาบน้ำให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง
          4. หลังจากพ่นยาแล้ว ควรติดป้ายเตือนถึงเวลาที่สามารถเข้ามาในแปลงเกษตรได้อีกครั้ง เพื่อลดการสัมผัสกับยาฆ่าแมลง
          5. ห้ามทิ้งภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำ คู คลอง แหล่งน้ำสาธารณะ ควรทิ้งในที่เหมาะสม และห้ามเผาไฟจะเกิดอันตราย

 
การเก็บรักษา

          เก็บในที่มิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ หรือความร้อน

            ไดอะไซนอน (Diazinon)          

            ไดอะไซนอนเป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต เป็นสารเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ เป็นของเหลวไม่มีสีถึงสีน้ำตาลเข้ม ไม่มีกลิ่น ไม่ว่องไวต่อประจุไฟฟ้าสถิตย์ และละลายน้ำยาก  มีค่าครึ่งชีวิตที่ 2-4 สัปดาห์  EPA (Environmental protection agency) จัดไดอะไซนอนอยู่ในกลุ่มสารกำจัดแมลงที่มีความเป็นพิษ class II หรือ III (อันตรายปานกลาง) ขึ้นกับรูปแบบผลิตภัณฑ์  หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความเป็นพิษในไทย คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ไดอะไซนอน ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสารเคมีอันตรายตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพรบ.วัตถุ
อันตราย พ.ศ.2535


ประโยชน์
:     

      ไดอะไซนอนมีปริมาณการใช้ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 13 ล้านปอนด์  ในสหรัฐอเมริกาถูกใช้เพื่อการเกษตรกรรมและการเก็บรักษาเมล็ดพืชประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการใช้เพื่อควบคุมแมลงทั้งในที่พักอาศัย กลางแจ้งและในสนามหญ้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์  ในกลุ่มที่ไม่ใช้เพื่อการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นการใช้กลางแจ้งเพื่อควบคุมแมลงบนสนามหญ้าและสวนถึง 39 เปอร์เซ็นต์ แมลงเป้าหมายของไดอะไซนอนได้แก่ แมลงสาบ  มด เพลี้ย หมัด เห็บ ไร จิ้งหรีด แมลงวัน ตัวต่อ และตัวอ่อนของแมลง  ผลิตภัณฑ์ทางการค้าอยู่ในชื่อของ Spectracide® Knoxout®  Basudin®  รูปแบบทางการค้าได้แก่ ฝุ่น แกรนูล ผงที่ทำให้เปียกได้ อีมัลชั่น เอ็นแคปซูล สารละลายเข้มข้นพร้อมใช้   การใช้เพื่อการเกษตรและสำหรับบริษัทกำจัดปลวก หรือ แมลง มักใช้ไดอะไซนอนในรูปของเหลวเข้มข้น 85-90 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะเป็นสารละลายสีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม  ส่วนการใช้ในบ้านและสวนมักใช้ในรูปของเหลวหรือแกรนูล 1-5 เปอร์เซ็นต์   ทางการเกษตรพบว่าการใช้มาลาไทออนและ อะซีเฟตจะให้ประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าไดอะไซนอน

หมายเลข CAS :  333-41-5

ชื่อพ้อง : Dimpylate; Dianon; Gardentox; Kayazinon; Dipofene; Dacutox;  o,o-Diethyl o-(6-methyl
-2-(1-methylethyl)-4-pyrimidinyl) phosophorothioate; o,o-diethyl 0-2-isopropyl-6-methyl
(pyrimidine-4-yl) phosphorothioate; Thiophosphoric acid 2-isopropyl-4-methyl pyrimidyl diethyl ester; Diazide; Diazol; Dyzol; Nipsan; Nucidol; Dizinon; Sarolex; Diazitol

สูตรโครงสร้างทางเคมี:

 
                        

สูตรโมเลกุล :
   C12H21N2O3PS                 

มวลโมเลกุล
 304.3600

คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี:  
       

      สถานะเป็นของเหลว ไม่มีสี กลิ่นเอสเทอร์ จุดเดือด 83-84 องศาเซลเซียส  ความถ่วงจำเพาะ 1.116-1.118  ความดันไอ(มม.ปรอท) 1.4 x 10-4 ที่ 20 องศาเซลเซียส   ความสามารถในการละลายในน้ำ 0.004-0.007 g/100ml  สามารถละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์

ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา:  
     

      ปกติไดอะไซนอนจะคงตัว สลายเมื่อถูกอากาศหรือความชื้น สารที่เข้ากันไม่ได้ ได้แก่ กรดแก่ ด่าง และสารประกอบทองแดง  สภาวะที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ความชื้น เปลวไฟ อุณหภูมิที่สูงกว่า 82 องศาเซลเซียส  สารอันตรายที่เกิดจากการสลายตัวได้แก่ Thionotetraethyl pyrophosphate  ไม่เกิดการพอลิเมอไรเซชั่น ไม่กัดกร่อนโลหะ

การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด:   
       

      สารนี้เป็นของเหลวที่ลุกติดไฟได้ แต่ไม่ว่องไวต่อประจุไฟฟ้าสถิตย์  ส่วนผสมของไอระเหยไดอะไซนอนกับอากาศสามารถทำให้เกิดการระเบิดที่อุณหภูมิ หรือสูงกว่าอุณหภูมิ 82 องศาเซลเซียส ในกรณีเกิดเพลิงไหม้จากไดอะไซนอนให้ใช้ผงเคมีแห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำฉีดเป็นฝอย โฟมที่เหมาะสม  ในการดับเพลิงควรกั้นแยกบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุออกจากบริเวณที่เกิดเพลิง ควรยืนดับเพลิงอยู่เหนือลม  ถ้าสารที่หกรั่วไหลยังไม่ลุกติดไฟ ควรใช้น้ำฉีดเป็นฝอยปริมาณมาก เพื่อลดการฟุ้งกระจายของไอระเหย และป้องกันนักดับเพลิง   กรณีเกิดเพลิงไหม้ให้สวมใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศในตัว (SCBA)   สารอันตรายที่เกิดจากการเผาไหม้และการสลายตัว ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฟอสฟอรัสออกไซด์ สารประกอบฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์

การเก็บรักษา สถานที่เก็บ การเคลื่อนย้ายและขนส่ง:

      ควรเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิด มีการป้องกันการทำลายทางกายภาพ เก็บแยกกับบริเวณทำงาน เก็บในบริเวณที่เย็นและแห้งภายในอุณหภูมิที่ผู้ผลิตกำหนด  ที่มีการระบายอากาศเพียงพอ ห่างจากความร้อน แหล่งจุดติดไฟทั้งหมด และสารที่เข้ากันไม่ได้  เก็บแยกกับบริเวณที่ทำงาน หมั่นทำความสะอาดบริเวณที่เก็บรักษา

การกำจัดกรณีรั่วไหล:

      เมื่อสารหกรั่วไหล ห้ามสัมผัสกับสารที่หกรั่วไหล ให้หยุดการรั่วไหลถ้าสามารถทำได้โดยปราศจากความเสี่ยงอันตราย   ถ้าหกรั่วไหลเล็กน้อยให้ดูดซับด้วยวัสดุดูดซับที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสารที่หก รั่วไหล และเก็บใส่ภาชนะบรรจุที่เหมาะสม และมีผ้าปิดแน่นสนิท   ล้างบริเวณสารหกรั่วไหล หลังจากสารเคมีถูกเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว ป้องกันไม่ให้สารเคมีที่หกรั่วไหล ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ แม่น้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ ถ้าหกรั่วไหลปริมาณมากๆให้ติดต่อกับผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ  โดยการกำจัดให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางราชการกำหนด

อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล:

      หน้ากากนิรภัย ถุงมือ ชุดแต่งกายเฉพาะ


การเกิดพิษ: 
   
      กลไกการเกิดพิษของไดอะไซนอนเหมือนสารกำจัดแมลงศัตรูพืชกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตทั่วไปคือมีผลผ่านการยับยั้ง
อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ในระบบประสาท โดยมี LD50 สำหรับมนุษย์ที่ 350-400 mg/kg   พิษของไดอะไซนอนเกิดได้จากการถูกดูดซึมได้โดยง่ายผ่านทางผิวหนัง หายใจเข้าทางจมูก และการรับประทานเข้าไป ซึ่งอาจรับได้จากการสัมผัสโดยตรง หรือการสัมผัสกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนไดอะไซนอน นอกจากนั้นยังอาจได้รับจากอาหารที่ปนเปื้อนไดอะไซนอน แต่พบว่าการปนเปื้อนในอาหารจะมีปริมาณที่น้อยมากเกินกว่าที่จะทำให้เกิดพิษ ได้  ไดอะไซนอนมีคุณสมบัติเสริมฤทธิ์กับไพรีทริน(pyrethrins) และสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในเภสัชภัณฑ์  
การได้รับพิษ
อาการ
การปฐมพยาบาล
การหายใจเข้าไป
เหนื่อย ชัก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ไม่ได้สติ อาเจียน รูม่านตาหดลง กล้ามเนื้อเกร็ง น้ำลายฟูมปาก หายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติหมดสติ อาจทำให้เสียชีวิตได้
ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์  ส่งต่อแพทย์
ผ่านทางผิวหนัง
ระคายเคือง แดง ปวด ปวดศีรษะ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนล้า หัวใจเต้นผิดปกติ รูม่านตาหดลง
ถอด เครื่องแต่งกายที่ปนเปื้อนออก ชำระล้างผิวหนังด้วยน้ำและสบู่ให้สารออกจนหมด แล้วส่งต่อแพทย์ กำจัดเครื่องแต่งกายที่ปนเปื้อน
เข้าทางตา
ระคายเคืองรุนแรง แดง ปวด การมองเห็นไม่ชัด
ล้างตาด้วยน้ำมากๆนานๆ(หลายนาที)  เอาคอนแทคเลนส์ออก(ถ้าทำได้)  แล้วนำส่งแพทย์
รับประทานเข้าไป
ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ช่องท้องเกร็ง ท้องเสีย หายใจลำบาก คลื่นไส้ หมดสติ อาเจียน รูม่านตาหด กล้ามเนื้อเกร็ง
ถ้าผู้ป่วยยังมีสติให้ล้างปากด้วยน้ำ ถ้าอาเจียนให้วางศีรษะต่ำกว่าสะโพก แล้วนำส่งแพทย์


      ผู้ที่ได้รับพิษของไดอะไซนอนมักเป็นผู้ที่ทำงานในแหล่งผลิตและผู้ที่ ต้องใช้สารนี้กำจัดแมลงเป็นอาชีพ สารนี้มีผลทำลายตา ระบบหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และเลือด ผู้ที่ได้รับไดอะไซนอนในปริมาณสูงมากๆทั้งจากอุบัติเหตุหรือการตั้งใจรับ ประทานเข้าไปจะทำให้ถึงตายได้  ถ้าได้รับในระดับที่ทำให้เกิดพิษได้จะมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนแรง สับสน รู้สึกกระวนกระวาย รูม่านตาหดตัวทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน  อาการที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เกิดตะคริวในช่องท้อง พูดไม่ชัด เหงื่อออก น้ำลายฟูมปาก อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ความดันต่ำ ท้องเสีย จนถึง ชัก กดการหายใจ หายใจลำบาก หมดสติ โคม่า   นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนัง  สามารถทำลายตับอ่อนได้ถ้าได้รับเป็นปริมาณมากๆ  ในผู้ที่ได้รับเป็นเวลายาวนานอาจจะทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ผิด ปกติ การคลอดผิดปกติ การทำลายประสาทและตับ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุมาจากการยับยั้งการสร้างไพริดีนนิวคลีโอไทด์ และกรดอะมิโนทริปโทแพน โดยมีการทดลองในไก่ หนู และสุนัข   นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งด้วย                             อัตราเร็วการเมแทบอลิสซึ่มและการกำจัดไดอะไซนอนเร็วมาก มีค่าครึ่งชีวิตในสัตว์ประมาณ 12 ชั่วโมง ถูกกำจัดผ่านทางปัสสาวะและอุจจาระ แต่ในวัวควาย ไดอะไซนอนจะถูกเก็บในไขมันเป็นเวลาถึง 2 อาทิตย์

ผลต่อนิเวศน์วิทยา:    
 

      ไดอะไซนอนเป็นพิษอย่างมากต่อผึ้ง และเป็นพิษต่อนกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัตว์ปีกประเภทเป็ดและห่าน  เคยพบประวัติเป็ดตายเนื่องจากพิษของไดอะไซนอนใกล้ๆกับสระน้ำเล็กๆ  และพบการตายของนกในสนามกอล์ฟและในฟาร์มปลูกหญ้าที่มีการใช้ไดอะไซนอน  ดังนั้น EPA จึงไม่อนุญาตให้ใช้ไดอะไซนอนในพื้นที่ดังกล่าว

ผลต่อสภาพแวดล้อม:

      ไดอะไซนอนเสื่อมสลายในดินจากแบคทีเรียและการเกิดไฮโดรลัยซีส  โดยมีค่าครึ่งชีวิต 14-80 วัน และยังอาจถูกชะลงสู่แหล่งน้ำได้อีกด้วย   อาจปนเปื้อนในละอองหมอกของพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย สารนี้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมดังนั้นห้ามทิ้งลงสู่ระบบน้ำ น้ำเสีย หรือดิน

บทนำ

            อิมิดาโคลพริด เป็นยาฆ่าแมลงกลุ่มใหม่ ที่ผลิตโดยบริษัท Bayer AG
ชื่อทางเคมี
            - N-[1-[(6-Chloro-3-pyridyl)methyl]-4,5-dihydroimidazole-2-yl]nitramide

 
            - (E)-1-(6-Chloro-3-pyridylmethyl)-N-nitroimidazolidin-2-ylidneneamine

 
            - (E)-1-[(6-Chloro-3-pyridyl)methyl]-N-nitro-2-imidazolidinimine
สูตรเคมี :
            C9H10ClN5O2
สูตรโครงสร้างทางเคมี

                                                   

กลไกการออกฤทธิ์/การเกิดพิษ

            อิ มิดาโคลพริด มีโครงสร้างเป็นอนุพันธ์ของนิโคทีน (nicotine) โดยสารนี้จัดอยู่ในยาฆ่าแมลงกลุ่มคลอโรนิโคทินิล (chloronicotinyl insecticides) แมลงสามารถรับยาฆ่าแมลงนี้ได้โดยการสัมผัสหรือการกิน ซึ่งอิมิดาโคลพริดจะไปออกฤทธิ์โดยจับที่ตัวรับนิโคทินิค อะเซทิลโคลีน (nicotinic acetylcholine receptor) และทำให้มีการสะสมสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนมากขึ้น ซึ่งผลโดยรวมคือการรบกวนระบบสื่อประสาทในแมลง แมลงที่ได้รับยาฆ่าแมลงนี้จะเฉื่อยชา อ่อนแรง หยุดกินอาหาร และตายในที่สุด ยาฆ่าแมลงนี้มีพิษต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นต่ำกว่าแมลง ทำให้มีผลจำเพาะเจาะจงต่อแมลงมากกว่า และการที่การออกฤทธิ์ของยาฆ่าแมลงกลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มอื่น ทำให้สามารถใช้กำจัดแมลงที่ดื้อต่อยาฆ่าแมลงกลุ่มอื่นได้

ประโยชน์

            1. เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ข้าว ฝ้าย ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะนาว มะเขือเปราะ พริก หอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม และถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อกำจัดศัตรูพืชซึ่งได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยจักจั่น-ปีกลายหยัก เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยอ่อนฝ้าย เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลี้ยไฟพริก แมลงหวี่ขาวยาสูบ หนอนชอนใบส้ม เต่าทองบางชนิด และปลวก เป็นต้น
            2. เพื่อใช้สำหรับฆ่าหมัดในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข และแมว เป็นต้น โดยมียาเตรียมในรูปแบบพิเศษโดยเฉพาะสำหรับทาที่หลังคอ

อาการแสดงและการวินิจฉัย

            อาการ การเกิดพิษ ได้แก่ เหนื่อยล้า เซื่องซึม กระตุก เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ทำให้หายใจขัด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการรักษา

            1.  ให้รีบนำตัวผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ใช้ยาฆ่าแมลง ไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าไม่หายใจ ให้ช่วยหายใจ ถ้าหายใจลำบาก ให้ออกซิเจน
            2.  ถ้าถูกผิวหนังให้รีบล้างออกด้วยสบู่และน้ำ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที จนสะอาด
            3.  ถ้าเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ โดยใช้นิ้วมือแยกเปลือกตาออกจากกันระหว่างล้าง
            4.  ถ้าหกรด หรือเปื้อนบนเสื้อผ้า ให้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที
            5.  ถ้ากลืนกินเข้าไป ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว แล้วกระตุ้นให้อาเจียนโดยการล้วงคอ หรือดื่มน้ำเกลือเข้มข้น (เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำอุ่น 1 แก้ว) ห้ามดื่มนม หรือให้เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์แก่ผู้ป่วย แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที พร้อมฉลากและภาชนะบรรจุ
            6.  สำหรับแพทย์ ให้ช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก หากผู้ป่วยกลืนกินอิมิดาโคลพริดเข้าไปให้ล้างท้อง และรักษาตามอาการ

 

ข้อควรระวัง

            1.  ขณะผสม ควรสวมถุงมือและหน้ากากเพื่อป้องกันการสัมผัสกับยาฆ่าแมลง และขณะพ่นควรอยู่เหนือลม ระวังอย่าให้เข้าตา จมูก หรือปาก หรือสัมผัสผิวหนัง
            2.  ล้างมือและหน้าให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ หลังจากใช้ยาฆ่าแมลงเสร็จแล้ว ต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้า
            3.  ห้ามทิ้งภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำ คู คลอง แหล่งน้ำสาธารณะ ควรกลั้วล้างภาชนะที่ใช้หมดแล้วด้วยน้ำ 3 ครั้ง ก่อนทำลายหรือฝังดิน ห้ามเผาไฟ
            4.  อิมิดาโคลพริด มีรายงานว่ามีพิษต่อผึ้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขณะพืชมีดอกบาน และไม่ควรใช้ใกล้เขตที่มีอุตสากรรมการเลี้ยงผึ้ง  


 

             เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดลูกน้ำยุง ลาย ที่ได้รับความนิยมและมีการใช้กันมา นานกว่า 30 ปีแล้ว  ทรายอะเบท เป็นการเคลือบตัวยา Temephos ความเข้มข้น 1% w/w บนผิวเม็ดทรายซึ่งองค์การอนามัยโลกและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แนะนำให้การ รับรองความปลอดภัยใส่ลงไปในตุ่มน้ำที่เก็บน้ำใช้ ขนาด ๑ กรัมต่อน้ำ ๑๐ ลิตร หรือ ๒๐ กรัม (๑ ช้อนโต๊ะพูน) ต่อโอ่งประมาณ ๑๐ ปี๊บ  

Temephos

ชื่อพ้อง           

          Temephosn; Abate; O,O'-(Thiodi-4,1-phenylene)phosphorothioic acid O,O,O',O'-tetramethyl ester; O,O'-(thiodi-4,1-phenylene)bis(O,O'-dimethylphosphorothioate); ; Abathion; Phosphorothioic acid, O,O'-(thiodi-4,1-phenylene) O,O,O',O'-tetramethyl ester; Tempephos; Biothion; Temefos; Tetrafenphos

สูตรโครงสร้างทางเคมี                   

                   

สูตรโมเลกุล C16H10O5P2H3
มวลโมเลกุล 446.48

ความเข้มข้นที่ใช้

          Temephos  ความเข้มข้น 1% w/w (Sand Core Granules)

กลไกการออกฤทธิ์ / การเกิดพิษ

          Temephos  เป็นสารกลุ่ม Organophosphates มีฤทธิ์ในการกำจัดลูกน้ำของยุง    กลไกการเกิดพิษโดยออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งการทำงานของ Acetylcholinesterase enzyme (AChE) ซึ่งจะมีผลต่อการสะสมของ Acetylcholine  ทำให้เกิดอาการจำเพาะจากการกระตุ้นระบบประสาทนั้นๆ

ความเป็นพิษและอาการแสดงพิษ

          เมื่อมีการได้รับเกิดปริมาณที่กำหนดไม่ว่าจะเป็นทางการหายใจ  การสัมผัสทางผิวหนัง  หรือ กินหรือกลืนเข้าไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองเกิดขึ้น โดยอาจจะมีการไอ หายใจติดขัด หายใจถี่รัวขึ้น ปวดศีรษะ สายตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ความดันโลหิตต่ำ สูญเสียการควบคุม และหมดสติ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

          - ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปสู่ที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์
          - ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป และผู้ป่วยยังมีสติอยู่ให้บ้วนล้างปาก ด้วยน้ำสะอาด นำส่งไปพบแพทย์
          - ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที พร้อมทั้งถอดเสื้อผ้า และรองเท้าที่เปรอะเปื้อนสารเคมีออก ซักทำความสะอาดก่อนนำมาใช้ใหม่อีกครั้ง
          - ถ้าสัมผัสถูกตาให้ฉีดล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที

ข้อควรระวัง

         - ควรระบุ “สารเป็นพิษ” (Poison) ที่ฉลาก
         - สวมหน้ากากป้องกันสารพิษ ถุงมือ รองเท้าบู้ท และแว่นนิรภัยเพื่อความปลอดภัยเมื่อสัมผัสกับสารโดยตรง
         - หลีกเลี่ยงการหายใจเข้าไป การสัมผัสถูกผิวหนัง เสื้อผ้าและเข้าตา

การเก็บรักษา

          - เก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิด
          - เก็บในที่ที่เย็น แห้ง และมีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 10 - 18 จาก 1257