หน้าแรก arrow ติดต่อเรา
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409563 คน
ขณะนี้มี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ติดต่อเรา

             “ลูกเหม็น” เป็นผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า หรือใช้เพื่อดับกลิ่นในห้องน้ำ ลูกเหม็นมีทั้งชนิดก้อน ชนิดเม็ดและชนิดผลึก ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคมีที่มีชื่อว่า “แนพทาลีน (naphthalene)” มากกว่าร้อยละ 99 โดยน้ำหนัก สารชนิดนี้สามารถระเหิดหรือเปลี่ยนสถานะที่อุณหภูมิห้องจากของแข็งกลายเป็นไอที่มีกลิ่นป้องกันแมลงได้ แนพทาลีนเป็นสารประกอบที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ พบได้ในถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และเกิดจากการเผาไหม้ของสารประกอบอินทรีย์ เช่น ไม้ บุหรี่ ปัจจุบันนอกจากมีการนำแนพทาลีนไปใช้เป็นลูกเหม็นกันแมลงแล้ว ยังมีการผลิตแนพทาลีนเพื่อนำไปใช้ในการผลิตพลาสติกพีวีซี เรซิน สารฟอกหนัง สีย้อม และสารฆ่าแมลงบางประเภทอีกด้วย

 
แนพทาลีน (naphthalene)
ชื่อทางเคมี : NAPHTHALENE
สูตรเคมี : C10H8

 
หมายเลข CAS : 91-20-3
น้ำหนักโมเลกุล : 128.16
คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี : ของแข็งสีขาว มีกลิ่นเฉพาะตัว เปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอได้ที่อุณหภูมิห้อง ไอระเหยของแนพทาลีนสลายตัวได้ในอากาศด้วยแสงแดดและความชื้น แนพทาลีนทำปฏิกิริยารุนแรงกับตัวออกซิไดซ์แรง ไนโตรเจนออกไซด์
ประโยชน์และกลไก : ไอจากการระเหิดมีกลิ่นและฤทธิ์ไล่แมลง และกลบกลิ่นอื่นๆ จึงใช้ป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า หรือใช้เพื่อดับกลิ่น

 

ความเป็นพิษ :

โดยปกติแนพทาลีนสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยการหายใจเอาอากาศที่มีไอระเหยของแนพทาลีนจากเสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็น หรือสัมผัสกับลูกเหม็นหรือเสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็น รวมไปถึงจากการกินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือจากอุบัติเหตุ เช่น ในเด็ก ในชีวิตประจำวันที่มีการสูดดมไอของแนพทาลีนที่ค่อยๆ ระเหิดออกมาจากก้อนลูกเหม็นเข้าไปในปริมาณไม่มากและไม่ต่อเนื่องก็อาจไม่แสดงอาการของการเกิดอันตราย อย่างไรก็ตามการได้รับแนพทาลีนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากอาจมีผลต่อสุขภาพดังนี้

 
การสัมผัสทางผิวหนัง:
     อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง.
 

การสัมผัสทางตา:
     อาจทำให้เกิดการระคายเคืองดวงตา เป็นพิษต่อเรตินา ไอของแนพทาลีนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 15 ppm อาจทำให้เกิดต้อกระจก ประสาทตาอักเสบ เกิดการบาดเจ็บของกระจกตา และระคายเคืองตาอย่างรุนแรง

 

ารสูดดม:
     อาจเป็นอันตรายหากสูดดม. สารนี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่แผ่นเยื่อเมือก และบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน

 

การกลืนกิน:
     ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เมื่อแนพทาลีนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดเมธฮีโมโกลบินซึ่งจะก่อให้เกิดอาการตัวเขียวได้ถ้ามีความเข้มข้นสูงพอ การเริ่มแสดงอาการอาจจะเกิดช้าได้ภายใน 2 ถึง 4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น อาจมีเลือดออกในปัสสาวะ และอาจเสียชีวิตได้

            หากได้รับแนพทาลีนในปริมาณมาก เม็ดเลือดแดงจะถูกทำลายทำให้เกิดภาวะโลหิตจางซึ่งจะพบในคนที่กินลูกเหม็น พบว่า ทารก เด็ก สตรีมีครรภ์ คนที่มีระดับเม็ดเลือดแดงต่ำหรือมีเอนไซม์ glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD) บกพร่องจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่ายเมื่อได้รับแนพทาลีน
            นอกจากนี้แนพทาลีนที่ตกค้างในร่างกายของแม่สามารถส่งผ่านไปยังลูกผ่านทางรกและนมแม่ได้และอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแนพทาลีนมีผลต่อพัฒนาการหรือเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ การทดลองในสัตว์พบว่าการสูดดมแนพทาลีนต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพิ่มอุบัติการณ์การเกิดเนื้องอกและมะเร็งในจมูกและปอด แต่ไม่พบหลักฐานยืนยันการก่อมะเร็งในคน ดังนั้นบางหน่วยงานจึงจัดแนพทาลีนเป็นสารที่เป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในคน ในขณะที่บางหน่วยงานจัดระดับความเป็นอันตรายของแนพทาลีนว่าไม่เป็นสารก่อมะเร็งในคน
ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ : เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำดื่ม กำจัดได้ยาก ห้ามทิ้งลงสู่ระบบน้ำ, น้ำเสีย หรือดิน

การปฐมพยาบาล :

เมื่อสูดดม: ให้รับอากาศบริสุทธิ์ นำส่งแพทย์ถ้าจำเป็น
เมื่อถูกผิวหนัง: ชะล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออกทันที
เมื่อเข้าตา: ชะล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก โดยลืมตากว้างในน้ำ นำส่ง / พบจักษุแพทย์
เมื่อกลืนกิน: ดื่มน้ำปริมาณมาก ทำให้อาเจียน หลังจากนั้นให้กิน คาร์บอนกัมมันต์ (Activated charcoal) ปริมาณ 20-40 กรัมละลายในน้ำ 200-400 มิลลิลิตร นำส่งแพทย์ ห้ามให้กินนม ห้ามให้กินน้ำมันละหุ่ง ห้ามให้กินแอลกอฮอล์

 

ข้อควรปฏิบัติและการเก็บรักษา :

เมื่อไม่ได้ใช้ควร ปิดให้แน่น เก็บในที่แห้ง เก็บในที่เย็น บริเวณที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี เก็บห่างจากแหล่งกำเนิดประกายไฟและความร้อน และพ้นมือเด็ก ก่อนจะใช้เสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็นป้องกันแมลง ให้นำออกมาตากแดดหรือผึ่งลมเพื่อกำจัดกลิ่นและไอระเหยของแนพทาลีนที่ตกค้างเสียก่อน และควรซักอีกครั้งก่อนที่จะสวมใส่ หลีกเลี่ยงการใช้ลูกเหม็นกับเสื้อผ้าของเด็กและทารก ลดปริมาณการใช้ก้อนดับกลิ่นโดยไม่จำเป็น
 

           กาวตราช้าง : เอธิล ไซยาโนอะคริเลต (ethyl cyanoacrylate, ECA) เป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลตที่ใช้เป็นสารยึดติด (adhesive) ชนิดแห้งเร็ว ซึ่งมักรู้จักกันในชื่อของซูเปอร์กลู (Super glue) พาวเวอร์กลู (Power glue) หรือ กาวตราช้าง สารเคมีกลุ่มไซยาโนอะคริเลตถูกคิดค้นในปี คศ. 1942   โดย แฮรี คูเวอร์ (Harry Coover) และ เฟรด จอยเนอร์ (Fred Joyner) ในระหว่างทำวิจัยเพื่อผลิตเลนส์สำหรับลำกล้องอาวุธปืน หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนามาเป็นกาวยึดติดชนิดแห้งเร็วในชื่อการค้าว่า Eastman #910 และ อีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่น Super glue, Power glue, Krazy glue และกาวตราช้าง เป็นต้น กาวยึดติดชนิดแห้งเร็วเหล่านี้มีส่วนประกอบหลักเป็นเอธิล ไซยาโนอะคริเลต ซึ่งมีประสิทธิภาพดีสำหรับการยึดวัสดุที่ไม่มีรูพรุน (non-porous material) รวมถึงผิวหนังของมนุษย์ด้วย 
            เอธิล ไซยาโนอะคริเลตสามารถเกิดปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรเซชัน (polymerization) ได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีน้ำอยู่ ทำให้ได้เป็นสายยาวเชื่อมต่อกันและยึดวัสดุให้ติดแน่นกัน   ดังนั้นการเก็บรักษาจึงต้องเก็บไว้ในภาชนะที่ป้องกันอากาศ ส่วนการที่ทำให้สายยาวของเอธิล ไซยาโนอะคริเลตอ่อนนุ่ม (softening) สามารถทำได้โดยนำไปแช่ในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น อะซิโทน ไนโตรมีเทน เมทิลลิน คลอไรด์ เป็นต้น (1, 2)

โครงสร้างทางเคมี

                         
 
 

 คุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ (3)

     ลักษณะทางกายภาพ     ของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะ
    ชื่อทางเคมี               
 
    Ethyl-2-cyanoacrylate, 2-cyano-2-propeonic acid ethyl ester
    สูตรโมเลกุล              
 
    C6H7NO2
    น้ำหนักโมเลกุล         
 
    125 g/mole
    CAS No                
 
    7085-85-0
    ความหนาแน่น         
 
    1.06 g/cm3
    จุดวาบไฟ               
 
    181 ºC
    จุดเดือด                  
 
    54-56  ºC at 3 mm Hg
    จุดหลอมเหลว          
 
    -22 ºC

 

ชื่อการค้า

       Super Glue®, Krazy Glue®, Power Glue®

ประโยชน์

      ใช้เป็นส่วนประกอบหลักในกาวยึดติดชนิดแห้งเร็ว   ใช้ในการยึดติดกันของพื้นผิววัสดุ

ข้อมูลความปลอดภัย (4)

การสูดดมไอของสารนี้ สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อทางเดินหายใจได้ ซึ่งอาจทำให้การหายใจติดขัดได้   การสัมผัสสารนี้ จะทำให้ผิวหนังที่สัมผัสกับสารนี้ยึดติดกัน และเกิดการระคายเคือง หากสารนี้ถูกตา จะเกิดการระคายเคืองที่ตา ทำให้น้ำตาไหลมาก หรืออาจทำให้เปลือกตายึดติดกัน และหากกินเข้าไป จะทำให้เนื้อเยื่อในปากยึดติดแน่นกัน

วิธีการแก้ไขพิษเบื้องต้น (4)

1.หากได้รับพิษจากการสูดดม ให้รีบนำผู้ป่วยออกไปยังที่มีบริเวณอากาศถ่ายเทสะดวก หากไม่ทุเลาให้รีบไปพบแพทย์
2.หากถูกผิวหนัง อย่าพยายามดึงหรือแยกรอยที่ติดออก ให้ล้างด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ แล้วจึงค่อย ๆ ดึงออก
3.หากเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำะอาดจำนวนมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที แล้วรีบไปพบแพทย์
4.หากกินเข้าไป ให้ตรวจดูว่าไม่มีสิ่งใดอุดหลอดลมของผู้ป่วยและผู้ป่วยมีการหายใจปกติ แล้วรีบไปพบแพทย์

คำเตือน

1.ระวังอย่าให้เข้าตา ถูกผิวหนัง เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและยึดติดกันอย่างรวดเร็ว
2.ห้ามรับประทานหรือสูดดม
3.ห้ามทิ้งลงในแม่น้ำ คูคลอง แหล่งน้ำสาธารณะ

 

การเก็บรักษา

เก็บในภาชนะที่ป้องกันอากาศ  ในที่แห้งและเย็น มิดชิด ห่างจากเด็ก   ห่างจากอาหารและสัตว์เลี้ยง ความร้อนและเปลวไฟ

           ดินน้ำมัน เป็นของเล่นสำหรับเด็กที่มีมานาน สำหรับพัฒนาการทางสมอง และกล้ามเนื้อมือ และเสริมกิจกรรมในครอบครัว สมัยโบราณใช้ดินธรรมชาติ (clay หรือ mineral clay) จากแหล่งที่อยู่ซึ่งหาได้ง่ายผสมน้ำ มาใช้สำหรับปั้นตุ๊กตาดิน เช่น ดินเหนียว (Plastic clay) ได้จากการผุกร่อนของหิน เนื้อดินละเอียดสีเนื้อ หรือสีเทา มีความเหนียว จากนั้นมีการผสม กับดินชนิดอื่น เพื่อให้คงรูปได้ง่าย และมีการพัฒนารูปแบบให้เป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการแต่งสี กลิ่น และเติมสารสังเคราะห์อื่นๆ เพื่อความเหนียวนุ่ม และมีลักษณะน่าใช้ เรียกรวมว่า modeling clay และมีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมันซึ่งทำจากแป้ง ที่เรียกว่า Play-dough
ดินที่ใช้ทำดินน้ำมันมีหลายชนิด เช่น ดินเหนียว และ แร่ดิน (clay minerals) แร่ดิน เช่น คาโอลิไนต์ (kaolinite) และ smectites
1. Modeling clay
    Modeling clay หรือ Artificial clay ผลิตขึ้นเพื่อใช้ทดแทนดินเหนียวธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ oil-based clay และ polymer clay

 
1.1 Oil-based clay
      Oil-based clay ผลิตจากองค์ประกอบหลัก ได้แก่ แร่ดิน เช่น สารกลุ่มคาโอลิน (kaolins) ผสมกับ น้ำมัน ขี้ผึ้ง ข้อเด่นคือ มีความเหนียวนุ่ม ปั้นขึ้นรูปง่าย ไม่แห้งเมื่อสัมผัสอากาศเพราะเป็นน้ำมัน ไม่ละลายในน้ำ ใช้งานได้นาน และไม่มีพิษ ข้อด้อยคือติดไฟได้ และหลอมเมื่อได้รับความร้อน ปัจจุบันมีผู้ผลิตดินน้ำมันประเภทนี้มากมาย ชื่อที่เป็นที่รู้จัก เช่น Plasticine และ Plastilin
Plasticine เป็นชื่อทางการค้า ผลิตจากแร่ดิน เกลือแคลเซียม เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต อะลูมิเนียมซิลิเคด (aluminum silicate) ปิโตรเลียมเจลลีหรือวาสลิน (petroleum jelly) long chain aliphatic acid เช่น กรดสเตียริก (stearic acid) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide) น้ำมันพืช (vegetable oils) สารกันเสีย (preservatives) และ เทอร์เพนทีน (turpentine) และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เป็นความลับทางการค้า

 
1.2 Polymer modifier clay และ Polymer clay
       Polymer modifier clay เป็นดินน้ำมันที่มีแร่ดินเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ส่วนผิวมีการพัฒนาทางเคมีด้วยสารพอลิเมอร์ ส่วน Polymer clay เป็นดินน้ำมันที่ทำจากสารพอลิเมอร์ เช่น พอลิไวนิวคลอไรด์ (polyvinyl chloride) มิได้มีส่วนผสมของดินแร่ ที่มีลักษณะแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ เมื่อแข็งแล้วไม่สามารถปั้นแต่งได้อีก
2. Play-dough
    Play-dough หรือแปังโด (dough) หรือแป้งปั้น ผลิตจากแป้ง (flour) ที่นิยมใช้มากคือ อะไมโลส (amylose) หรือแป้งสาลี (wheat) น้ำ และ เกลือ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลชีพ บางบริษัทเติมสารหล่อลื่น เช่น ปิโตรเลียม เพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่ม สารกันเสีย (preservative) เช่น บอแรกซ์ ป้องกันการเจริญของเชื้อ สารแต่งกลิ่น สารแต่งสี สารให้ความชื้น สารลดแรงตึงผิว (surfactant) และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เป็นความลับทางการค้า ชื่อการค้าที่เป็นที่รู้จัก และนิยมใช้ทับชื่อภาษาอังกฤษคือ Play-doh มีข้อด้อยคือมีอายุการใช้งานสั้น เพราะเมื่อเล่นไปนานๆ และสัมผัสอากาศ จะแห้งและแข็ง ไม่สามารถปั้นได้อีก ปัจจุบันแป้งปั้นเข้ามาแทนที่ดินน้ำมันประเภท modeling clay มากขึ้น
อะไมโลสเป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้แป้งโดเหนียวและปั้นเป็นรูปได้ดี แต่หากมีน้ำและอยู่ในสภาพเย็นจะเกิด retrogradation ทำให้แป้งแข็ง ดังนั้น แป้งโดต้องใส่สารที่เรียกว่า retrogradation inhibitor เช่น อะไมโลเพกติน (amylopectin) หรือ waxy starch อื่นๆ ลงไปด้วย

 
          ปัจจุบันมีเว็บไซด์ที่แนะนำวิธีการทำดินน้ำมันอย่างง่าย เช่น ถ้าต้องการทำดินน้ำมันประเภท  Oil-based clay ให้ใช้ดินแห้งแบบผง น้ำมัน (oil) น้ำมันเครื่องหรือจารบี (automotive grease) และ ขึ้ผึ้ง (wax หรือ beewax) หรือใช้ดินสอพอง น้ำมันเครื่องเบอร์ 50 พาราฟินแข็ง และ สีผงชนิดสีน้ำมัน โดยเริ่มหลอมพาราฟินก่อนและผสมน้ำมันเครื่องให้เข้ากัน จากนั้นเทลงในดินสอพองที่บดผสมกับสีแล้ว และนวดให้เข้ากัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนและนวดต่อจนกระทั่งได้ดินน้ำมัน ความเหนียวขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง
          สำหรับแป้งโด มีเว็บไซด์ของประเทศไทยแนะนำการเตรียมขึ้นใช้เองมากมาย ซึ่งส่วนผสมหลักได้แก่ แป้ง เช่น แป้งสาลี หรือแป้งอเนกประสงค์ น้ำ เกลือ ครีมออฟทาร์ทาร์ น้ำมันพืช สารแต่งสีและกลิ่น ข้อดีของแป้งที่ทำเองนี้คือ การใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเพราะใช้ส่วนผสมที่รับประทานได้ ข้อด้อยคือเล่นได้ไม่นาน เพราะแข็ง และมีกลิ่นหืนของแป้ง และอาจเกิดเชื้อราขึ้น ผู้ใหญ่ต้องคอยสังเกตลักษณะที่เปลี่ยนไป ข้อแนะนำคือต้องเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บในตู้เย็น

 
ดินน้ำมันอื่นๆ เช่น ดินญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนผสมของกาว ซึ่งอาจผลิตขึ้นเองจาก แป้งข้าวเจ้า น้ำ และสารกันเสีย นำกาวที่ได้มาผสมกับแป้งอเนกประสงค์หรือแป้งสาลี ทัลคัม (talcum) และน้ำมันพืช นวดเป็นเนื้อดียวกัน และเติมทิชชูที่ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นวดให้เข้ากัน แต่งสี แต่งกลิ่น จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมัน ใช้เล่นได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ห้ามแช่ตู้เย็น

 

ข้อควรระวังในการเล่นดินน้ำมัน

          ดินน้ำมันรับประทานไม่ได้ หรือแม้แป้งปั้นที่ทำจากส่วนประกอบที่สามารถรับประทานได้ก็ต้องระวังไม่ให้เด็กกลืนเข้าไป เพราะมิได้ผลิตตามหลักโภชนาการ จึงอาจมีการปนเปื้อนของสารต่างๆ ที่สำคัญต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กใส่เข้าไปในจมูก เพราะหากหลุดลงไปอุดหลอดลม อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำและดูแลเด็กเล็กในการเล่นดินน้ำมันหรือแป้งปั้นอย่างถูกต้อง อาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นคือการเกิดอาการแพ้องค์ประกอบต่างๆ ในดินน้ำมันและแป้งปั้น

 
          อาการภูมิแพ้
          โรคที่พบบ่อยและมีรายงานจากการเล่นดินน้ำมันคืออาการภูมิแพ้ (allergy) โดยเฉพาะ การระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่สัมผัส (skin irritations) หรือ contact dermatitis สารในดินน้ำมันที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันที่ผลิตจากถั่ว (peanut oils) สารกันเสีย น้ำมันเครื่อง
          มีรายงานการเกิดอาการแพ้ในเด็กที่เล่นแป้งปั้นที่มีประวัติแพ้สารในธัญญาพืช (wheat) ต่างๆ เมื่อสัมผัสแป้งปั้นที่ทำจากแป้งสาลีประมาณหนึ่งชั่วโมง จะเกิดการระคายเคืองผิวหนัง คัน เกิดอาการบวมแดงที่ผิวหนังและหนังตา โดยส่วนใหญ่การแพ้เกิดจากการแพ้โปรตีนในแป้ง คือ กลูเทน (glutens) พบว่าส่วนเว็บไซด์ของบริษัทที่ผลิต Play-dohä ระบุว่า “ Children who are allergic to wheat gluten may have an allergy reaction to this products” หรืออาจเกิดการแพ้ในเด็กที่มีประวัติแพ้สารกลูเทน ทั้งนี้ไม่พบข้อความเหล่านี้บนฉลากของผลิตภัณฑ์
          สารกลุ่มละลายในน้ำมัน เช่น น้ำมันเครื่อง พาราฟิน อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
         

ความเป็นพิษ

          ดินธรรมชาติมีการปนเปื้อนของโลหะหนักตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่พบรายงานที่ก่อให้เกิดอันตราย ดินน้ำมันประเภทพอลิเมอร์อาจใส่สาร plasticizer เช่น สารกลุ่มพธาเลต เช่น di-(ethylhexyl) phthalate (DEHP) ที่มีรายงานว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลองเมื่อให้ในปริมาณสูง
          ขึ้ผึ้งประเภท chlorinated synthetic waxes มีความเป็นพิษต่อผิวหนังสูง และสามารถซึมเข้าไปในผิวหนังทำให้เกิดสิวได้ (chloracne)

ข้อแนะนำในการเล่นดินน้ำมัน

          ต้องล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังการเล่น วิธีเล่นที่ปลอดภัยคือการสวมถุงมือเพื่อป้องกันการสัมผัส แต่อาจทำให้ความสนุกเพลินเพลินลดลง

           คลอรีนเป็นก๊าซสีเขียวอมเหลือง    ที่มีกลิ่นไหม้ที่แรง  (sharp, burning odor)    ซึ่งมีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมเคมี        การฟอกสี      น้ำดื่มและการฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ  และน้ำยาทำความสะอาด สารฟอกสีที่คลอรีนที่ใช้ในครัวเรือน  มีปริมาณของคลอรีนที่น้อยมากแต่สามารถปลดปล่อยก๊าซคลอรีนถ้ามีการผสมกับ น้ำยาทำความสะอาดอื่นๆ

 
            ผงฟอกสี (Bleaching Powder)     เป็นผงที่ประกอบด้วย    แคลเซียมคลอไรด์   (calcium chloride)    และแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ (calcium hypochlorite)    ลักษณะเป็นผงสีขาวหรือขาวปนเทา มีกลิ่นฉุนของคลอรีน  ละลายได้ในน้ำ  และอัลกอฮอล์ มีชื่ออื่นๆ ที่เรียกว่า chloride of lime หรือ chlorinated lime พิกัดความบริสุทธิ์ ของผงฟอกสี คือ ผงยาให้ chlorine ไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ชื่อทางเคมี :

 
            (Chemical Name): แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ (calcium hypochlorite)

 
ชื่อพ้อง :

 
            (Synonyms): Calcium hypochloride; Hypochlorous Acid, Calcium Salt; Losantin; Hy-Chlor; Chlorinated lime; Lime chloride; Chloride of lime; Calcium oxychloride; Calciumhypochlorit (German); Hipoclorito de calcio (Spanish); Hypochlorite de calcium (French)

 
            หมายเลข CAS (CAS Number): 7778-54-3

 
            น้ำหนักโมเลกุล (molecular formula): 142.98

 
            สูตรเคมี (Chemical Formula): CaCl2O2

 

กลไกการรักษา

            แคลเซียม ไฮโปคลอไรท์  สลายตัวให้กรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) อย่างรวดเร็วในน้ำ ซึ่งกรดไฮโปคลอรัสเป็นรูปแบบที่ฆ่าเชื้อของคลอรีน (the killing form of chlorine) จึงนิยมใช้เป็นยาฆ่าเชื้อทั่วไป (general biocide) ในน้ำ

 

ประโยชน์ทางการรักษา

            ใช้ประโยชน์ในรูปสารละลายเป็นสารฟอกขาว ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ  ใช้เติมสระว่ายน้ำ (0.25 ถึง 1 ส่วนในล้านส่วน) ฆ่าเชื้อโรคในห้อง และใช้เป็นสารฟอกสี

 

ความเป็นพิษ

            Oral rat LD50: 850 mg/kg

อาการพิษ

        ระคายเคืองต่อระบบหายใจ ตา และผิวหนัง

 

ข้อควรระวัง

 - ควรใส่แว่นตา หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง                                                             

การเก็บรักษา

        เก็บในที่อากาศถ่ายเทสะดวก
 

         ITX เป็นอนุพันธ์ซัลเฟอร์ของ xanthone หรือ xanthene ketone จัดเป็นสารชนิด incuring agent ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ใน photoinitiator ของสีชนิด UV-cured ink  มีรายงานถึงการตรวจพบ ITX ในผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุในกล่องกระดาษที่พิมพ์ด้วยหมึกชนิด UV-cured ink ส่วนใหญ่พบ ITX ตกค้างในผลิตภัณฑ์นม เช่น นมเลี้ยงทารก นม นมช๊อคโกเลต โดยเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศอิตาลี ได้มีรายงานการตรวจพบ ITX ซึ่งเคลื่อนย้ายจากบรรจุภัณฑ์เข้าไปในนมเลี้ยงทารก ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัท Sweden-based Tetra Pak และได้มีการเรียกเก็บกลับคืนเป็นจำนวณมาก
          การตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของ ITX ในอาหารเช่น นม โยเกิร์ต และวัสดุที่เป็นภาชนะบรรจุอาหารทำได้หลายวิธี คือ LC-MS (liquid chromatography – mass spectrometer), GC-MS (gas chromatography–mass spectrometer), HPTLC-FLD (high performance thin layer chromatography-fluorescent detection), HPTLC-ESI/MS (high performance thin layer chromatography-electronspray/mass spectrometer), HPTLC-DART/MS (high performance thin layer chromatography- direct analysis in real time /mass spectrometer).

 
ชื่อทางเคมี (Chemical Name):

 
          ไอโซโพรพิลไธโอแซนโทรน (Isopropylthioxanthone)

 
ชื่อพ้อง (Synonyms):

 
          2-isopropylthioxanthone, ITX, 2-(1-methylethyl)-9H-Thioxanthen-9-one, 异丙基硫杂蒽醌;

 
หมายเลข CAS (CAS Number): 5495-84-1

 
น้ำหนักโมเลกุล (molecular formula):

 
          254.35

 
สูตรเคมี (Chemical Formula):

 
          C16H14OS

 
สูตรโครงสร้างทางเคมี (Chemical Structure):

 

ประโยชน์

          อนุพันธ์ของ xanthone มีการใช้ประโยชน์ในการเป็นสีย้อมทางชีวภาพ (biological strains), light and temperature sensitizers, photoinitiator of polymerization process, histotechnologies, photochromic and thermochromic agents and laser dyes

ความเป็นพิษ

          การทดสอบความเป็นพิษ (genotoxicity) ของ ITX ยังมีการศึกษาที่จำกัด และมีเพียงสองการศึกษาความเป็นพิษต่อยีน in vivo ซึ่งสรุปว่า ITX ไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆที่จะก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อยีน EFSA (the European Food Safety Authority) จึงไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของ ITX เนื่องจากขาดข้อมูลความป็นพิษอื่นๆมาสนับสนุน
          มีรายงานสรุปของ FLEXOGRAPHY CTSA (A Cleaner Technologies Substitutes Assessment) ที่พิจารณาจัดให้ ITX เป็นสารกลุ่ม high aquatic toxicity ซึ่งมีผลทำอันตรายต่อชีวิตสัตว์น้ำในระยะยาว เนื่องจาก ITX มีโครงสร้างที่ชอบไขมันสูง (high lipophyllicity) จึงสามารถจับกับองค์ประกอบของผนังเซลล์ได้ดี
          US Environmental Protection Agency พิจาณาให้ ITX เป็น (potential hazard) สำหรับสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระดับความเข้มข้นที่พบในนมบรรจุกล่องและ เครื่องดื่มอื่นๆ

ข้อควรระวัง

          เนื่องจาก ITX เป็นสารที่ใช้ประกอบการทำวัสดุที่มีการสัมผัสกับอาหาร จึงสามารถตรวจพบการตกค้างของ ITX ในอาหาร ถึงแม้ข้อสรุปความเป็นพิษของ ITX ยังไม่ชัดเจน แต่การบริโภคอาหารที่บรรจุในกล่องกระดาษที่พิมพ์ด้วยหมึกในระยะเวลานานๆ ก็พึงระวัง
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 37 - 45 จาก 1257