หน้าแรก arrow ติดต่อเรา
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409675 คน
ขณะนี้มี 47 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ติดต่อเรา

          สารเคมีที่นำมาใช้ในการขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง จะเป็นสารที่อันตรายมีฤทธิ์กัดกร่อน อย่างแรง ได้แก่ โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือกรดซัลฟุริก สารเคมีเหล่านี้ทำงานโดยการกัดกร่อนสิ่ง อุดตัน ในขณะเดียวกัน ก็มีคุณสมบัติกัดผิวหนังอย่างรุนแรงด้วย แม้กระทั่งไอระเหยของสารเหล่านี้ก็มีอันตรายอย่างแรงเช่นกัน ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีเหล่านี้ในเชิงป้องกันการอุดตัน แต่ให้ใช้น้ำต้มเดือด หรือผงฟูหนึ่งกำมือ และน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยเทลงในท่อน้ำทิ้งสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าสารขจัดสิ่งอุดตุนในท่อน้ำทิ้ง รวมทั้งปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม มากกว่า

            ขณะใช้สารเคมีประเภทกรดหรือด่างอย่างแรง    เพื่อขจัดสิ่งอุดตันต้องสวมถุงมือ    และแว่นนิรภัยป้องกันการกระเด็นเข้าตา   หลีกเลี่ยงการสูดดมไอที่เกิดขึ้น   ถ้าใช้แล้วยังไม่ได้ผลท่อยังอุดตันอยู่  อย่าพยายามใช้ตัวปั๊มดันสิ่งอุดตันลงไป    ซึ่งอาจจะทำให้สารเคมีในท่อถูกดันกลับขึ้นมาด้านบน และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน  แต่ต่างยี่ห้อมาใช้เพิ่มเข้าไป การใช้สารเคมีต่างชนิดผสมกันอาจทำให้เกิดก๊าซพิษ หรือเกิดปฏิกิริยาแล้วดันกลับขึ้นมาด้านบนได้  ถ้าสารเคมีดังกล่าวไม่ได้ผลท่อยังคงมีการอุดตันอยู่ควรเรียกช่างมาซ่อม   โดยต้องบอกด้วยว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไรไปแล้ว  เพื่อให้ช่างหาอุปกรณ์ป้องกัน อันตรายแก่ตัวช่างเอง การเก็บสารเคมีดังกล่าวควรเก็บให้พ้นมือเด็ก

            ถ้าผลิตภัณฑ์ในการกำจัดสิ่งอุดตัน       มีการกล่าวอ้างว่าไม่มีการกัดกร่อน      ผลิตภัณฑ์นั้นต้องบอกองค์ประกอบให้ชัดเจน  เนื่องจากอาจเป็นอันตราย ถ้ามีการสูดดมสารในความเข้มข้นสูงหรือการกินเข้าไป

            ผลิตภัณฑ์อื่นๆ   ที่มีการนำมาใช้เป็นสารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง  ได้แก่  พวกเอ็นไซม์และจุลินทรีย์   มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ  และสิ่งแวดล้อมมากกว่า  แต่อาจไม่ได้ผลเร็วอย่างที่คาดหวัง


โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide)
ชื่อพ้อง     

            โซดาไฟ, โซดาไฮเดรท, โซดาแผดเผา, Caustic soda, Sodium hydrate, Lye, Soda lye, Caustic flake


สูตรโครงสร้างทางเคมี :
   NaOH          

มวลโมเลกุล :   40.00

ความเข้มข้นในผลิตภัณฑ์ขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง

            ในรูปของแข็ง   ประมาณ 53-55% โดยน้ำหนัก

            ในรูปสารละลาย   ประมาณ 24-25% โดยน้ำหนัก

การเกิดพิษ

             เกิดจากการรับประทาน การสัมผัส หรือการสูดดมไอระเหย  ที่เข้มข้นหรือมากเกินไป

กลไกการออกฤทธิ์ / การเกิดพิษ                 

            มีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างแรง

ประโยชน์

            โซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ   สารเคมีอนินทรีย์  สารเคมีอินทรีย์ สบู่ เท็กซ์ไทล์  ใช้ทำความสะอาดขวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ในอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่ม  โดยทั่วไปจะใช้เพื่อฆ่าเชื้อและทำความสะอาด    ใช้เพื่อขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง การทำไม้ ใช้ในแบตเตอรี่

อาการแสดงพิษและการวินิจฉัย

ระบบหายใจ (จากการสูดดมไอระเหยเข้าไป)

            - การหายใจเอาไอระเหยที่ขึ้นจากท่อหลังการเทสารลงไป     ทำให้หายใจติดขัด    ลำบาก  ทำลายเนื้อเยื่อปอด

            - คอบวม

ตา, หู, จมูก, และ ลำคอ

            - ทำให้เจ็บปวดอย่างรุนแรงและเป็นแผลพุพองในลำคอ จมูก ตา หู ริมฝีปาก และลิ้น

            - รุนแรงถึงขั้นตาบอดได้

            - ผู้ที่เคยได้รับสารเข้าทางปาก    อาจมีการพัฒนากลายเป็นมะเร็งทางเดินอาหารได้ในภายหลัง 12-42 ปี

กระเพาะอาหาร และลำไส้

            - ถ้ารับประทานเข้าไป จะระคายเคืองหลอดอาหารอย่างรุนแรง เป็นแผลไหม้

            - ปวดท้องอย่างรุนแรง

            - อาเจียน

            - อาเจียนเป็นเลือด

            - มีเลือดออกในอุจจาระ

หัวใจและหลอดเลือด

            - ความดันต่ำอย่างรวดเร็ว

            - หลอดเลือดตีบ

ผิวหนัง


            - ระคายเคือง จนถึงผิวหนังไหม้พุพอง

            - ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้างใต้ผิวหนังตาย

            - หากสัมผัสสารซ้ำๆเป็นระยะเวลานาน  จะทำให้เกิดอาการแห้งแตก  เกิดอาการอักเสบของผิวหนัง        

            - นอกจากนี้ผิวหนังที่ถูกสารกัดอย่างรุนแรงก็อาจเป็นมะเร็งได้

เลือด

            - ความเป็นกรดด่างเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง  นำไปสู่การทำลายอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

            - ความรุนแรงของการเกิดพิษขึ้นกับปริมาณ และความเข้มข้นของสารที่ร่างกายได้รับ รวมทั้งการเจือจางและการสะเทินด่างอย่างรวดเร็ว  อาจเกิดการทำลายอย่างรุนแรงที่เนื้อเยื่อปาก  ลำคอ ตา ปอด หลอดลม จมูกและกระเพาะอาหาร  การทำลายหลอดลมและกระเพาะอาหารจะยังคงอยู่อีกหลายสัปดาห์ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ถึงแม้เวลาผ่านไปแล้วเป็นเดือนหลังการรับประทานเข้าไป

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

            - ไม่มียาต้านพิษ  วิธีปฐมพยาบาลจะทำตามอาการ

ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง

            - ให้รีบล้างด้วยน้ำมากๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที พร้อมกับถอดชุดอุปกรณ์ต่างๆ ที่เปื้อนสารออก  หากยังไม่หายระคายเคืองให้ทำซ้ำ แล้วรีบนำส่งแพทย์

ถ้าสัมผัสถูกตา

            - ให้รีบล้างด้วยน้ำอุ่นโดยค่อยๆ ให้น้ำไหลผ่านตาอย่างน้อย 15 นาที ระวังอย่าให้น้ำล้างตาไหลเข้าตาข้างที่ไม่โดนพิษ    หากยังไม่หายระคายเคือง ให้ทำซ้ำ แล้วรีบนำส่งแพทย์

ถ้ารับประทานเข้าไป


            - อย่าทำให้คนไข้อาเจียนออกมา

            - ให้คนไข้ดื่มน้ำหรือนมทันที แต่ถ้าคนไข้กำลังอาเจียนหรือหมดสติ ไม่ควรให้ของเหลวใดๆ

ถ้าคนไข้สูดดมเข้าไป

            - เคลื่อนย้ายคนไข้ไปในที่อากาศบริสุทธิ์ ให้พักผ่อน ในลักษณะกึ่งตั้งตรง

            - อาจต้องให้เครื่องช่วยหายใจ

ก่อนนำส่งแพทย์ ควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้

            - อายุ น้ำหนัก และ ภาวะของคนไข้

            - ชื่อของผลิตภัณฑ์ (องค์ประกอบและความแรง)

            - เวลาที่มีการรับประทานเข้าไป

            - ปริมาณที่รับประทานเข้าไป

ข้อควรระวัง

        - ควรระบุ “สารอันตราย” (Danger) และ “สารเป็นพิษ” (Poison) ที่ฉลาก 

        - ควรมีคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการบีบภาชนะบรรจุแบบถี่ๆ   ป้องกันการกระเด็นโดนผิวหนังและตา

        - สวมหน้ากากป้องกันสารพิษ  ถุงมือ รองเท้าบู้ท  และแว่นนิรภัยเพื่อความปลอดภัย

        - ถุงมือที่ใช้ควรเป็นประเภท ไนไตรล์ นีโอปรีน หรือถุงมือยาง

        - หลีกเลี่ยงการสูดไอเข้าสู่ร่างกาย  และใช้ในบริเวณที่มีการหมุนเวียนอากาศที่ดีพอ

        - ถ้ามีการสัมผัสโดนส่วนใดของร่างกาย  ควรรีบล้างออกด้วยน้ำปริมาณมากๆ

        - ไม่เป็นสารที่ลุกไหม้ได้  แต่เมื่อเป็นของแข็ง จะเป็นสารที่ดูดความชื้น และเมื่อเกิดปฏิกิริยากับน้ำ หรือเจือจางด้วยน้ำ  จะทำให้เกิดความร้อนมากเพียงพอให้เกิดการเผาไหม้ได้ ถ้าอยู่ใกล้กับสารที่ติดไฟ    นอกจากนั้น   ไอระเหยที่เกิดขึ้นยังมีฤทธิ์กัดกร่อนทางเดินหายใจอย่างรุนแรง

        - เมื่อเป็นสารละลายอาจเกิดปฏิกิริยากับอะลูมิเนียม   และโลหะอ่อนอื่นๆ  ทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟ หรือระเบิดได้เมื่อเกิดการเผาไหม้

        - การละลาย หรือเจือจางสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ควรเติมโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือ สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทีละน้อย ลงในน้ำ   อย่าเติมน้ำลงในโซเดียมไฮดรอกไซด์

สารที่เข้ากันไม่ได้

            - ทำปฏิกิริยากับโลหะ เกิดก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเผาไหม้และระเบิดได้

            - เข้ากันไม่ได้กับสารออกซิไดส์อย่างแรง    กรดอย่างแรง    สารอินทรีย์   อะลูมิเนียม   ดีบุก  สังกะสี  และสารประกอบไนโตร  รวมทั้งสารอินทรีย์ที่มีธาตุฮาโลเจนเป็นองค์ประกอบ  ทำให้ลุกไหม้และระเบิดได้

            - ดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ

การเก็บรักษา

            - เก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดฝาแน่นเรียบร้อย ให้ห่างไกลจากเด็กและสัตว์เลี้ยง

            - ไม่ควรใช้ภาชนะที่ทำจากอลูมิเนียม สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว แก้ว ในการบรรจุ

            - ไม่เก็บในที่มีความชื้น และให้ห่างไกลจากน้ำ

            - เวลาเก็บตั้งภาชนะให้ตรง  เก็บในบริเวณที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทสะดวก

            - เวลาเปิดจุกควรเปิดด้วยความระมัดระวัง  ป้องกันแรงดันภายในภาชนะ

การกำจัด

            - สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เจือจางปริมาณน้อย  สามารถเททิ้งลงอ่างน้ำ  แล้วเปิดน้ำตามปริมาณมากๆ แต่ถ้ามีปริมาณมากควรสะเทินเสียก่อนค่อยเททิ้ง

            - ไม่ควรเททิ้งบนพื้นดิน  และไม่ทิ้งร่วมกับขยะในบ้าน

ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่อาจมีโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนประกอบ (มักมีในปริมาณน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ขจัดสิ่งอุดตัน)

            - ตัวทำละลายและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง  ซีเมนต์ 

            - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอิฐ 

            - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดตู้อบ

            - ผลิตภัณฑ์ยืดผม

            - ผลิตภัณฑ์ขัดโลหะ

            - น้ำด่าง (Lye)

           น้ำยาทำความสะอาดพื้น   เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน     โดยมีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ      ส่วนประกอบสำคัญซึ่งมีบทบาทในการชำระล้างคราบมันสกปรกคือสารลดแรงตึงผิว (surfactant) นอกจากนี้ยังมีการเติมสารอื่น ๆ และสารปรุงแต่ง ได้แก่ สารขจัดคราบ สารให้กลิ่นหอม และ สี เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดีและน่าใช้มากยิ่งขึ้น

 
            โครงสร้างทางเคมีของสารลดแรงตึงผิวประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ส่วนหัวซึ่งมีคุณสมบัติชอบน้ำ (hydrophilic head group) และส่วนหางซึ่งไม่มีขั้วและมีคุณสมบัติชอบไขมัน (hydrophobic tail)

 

 

 
           สารลดแรงตึงผิวที่มักพบว่ามีผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักตามชนิดโครงสร้างของส่วนหัว ได้แก่

            สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุลบ (anionic surfactant) เช่น สารกลุ่มอัลคิลเบนซีน ซัลโฟเนต (alkylbenzene sulfonate) อัลคิล ซัลเฟต (alkyl sulfate) และ อัลคิล ฟอสเฟต (alkyl phosphate) ในรูปเกลือโซเดียม เป็นต้น

 
 
             สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวก  (cationic surfactant)      ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบของ
ควอเทอนารีแอมโมเนียม (quaternary ammonium) ซึ่งเป็นส่วนที่มีประจุบวกโดยมักพบในรูปเกลือคลอไรด์ เช่น เบนซัลโคเนียม คลอไรด์ (benzalkonium chloride) เป็นต้น สารในกลุ่มนี้ยังมักพบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วย


 
             สารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ (nonionic surfactant)   เช่น  สารในกลุ่มอัลคิล ฟีนอล (alkyl phenol) อัลคิล ฟีนอล เอธอกซีเลต (alkyl phenol ethoxylates) และ อัลคิล แอลกอฮอล์
เอธอกซีเลต (alkyl alcohol ethoxylates) เป็นต้น


 

 
             สารลดแรงตึงผิวที่มีประจุบวกและประจุลบ (amphoteric surfactant) เช่น สารประกอบในกลุ่มของอัลคิล บีเทน (alkyl betaine) เป็นต้น


             สารลดแรงตึงผิวแต่ละประเภทดังข้างต้นมีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ชำระล้างชนิดต่าง ๆ เช่น สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุลบมักเป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป   เนื่องจากมีคุณสมบัติในการชำระล้างได้ดี   สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวกอาจมีการนำมาผสมในน้ำยาทำความสะอาดสูตรฆ่าเชื้อโรค    สารลดแรงตึงผิวชนิดที่มีทั้งประจุบวกและลบมักใช้ในผลิตภัณฑ์ชำระล้างสำหรับเด็ก     เนื่องจากมีคุณสมบัติก่อการระคายเคืองต่อตา และผิวหนังค่อนข้างน้อย  สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทน้ำยาทำความสะอาดพื้น   มักนิยมใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดที่ไม่มีประจุ  เนื่องจากให้ฟองน้อย  สามารถทำความสะอาดพื้นผิวได้ดี   หนึ่งในสารลดแรงตึงผิวชนิดนี้  ที่มักพบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดพื้นผิวยี่ห้อต่าง ๆ   คือ   สารกลุ่ม
อัลคิล ฟีนอล เอธอกซีเลต   เช่น  โนนิล ฟีนอล อีธอกซีเลต (15 EO)  (nonyl phenol ethoxylates (15 EO)) เป็นต้น ซึ่งจะขอกล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

โครงสร้างทางเคมีและกลไกการออกฤทธิ์

            โนนิล ฟีนอล เอธอกซีเลต (15 EO)     หรืออาจเรียกว่า      เอธอกซีเลตเตท โนนิล ฟีนอล (ethoxylated nonyl phenol)   (ใช้ชื่อย่อว่า NPE-15EO)   เป็นสารอนุพันธ์ในกลุ่มโนนิล ฟีนอลที่มีการเติมหมู่เอธิลีน ออกไซด์ (ethylene oxide) ลงในโครงสร้าง ตัวเลข 15 EO ที่อยู่ในวงเล็บระบุถึงจำนวนโมเลกุลของหมู่เอธิลีน ออกไซด์ที่มีอยู่ในโครงสร้าง 

 

 
            NPE-15EO มีลักษณะเป็นไขสีขาว สามารถนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ความเข้มข้นต่าง ๆ เช่น 1 – 3 % เป็นต้น กลไกการทำความสะอาดเกิดจากการทำงานของสารลดแรงตึงผิว โดยส่วนหางที่ชอบไขมัน (สายโซ่คาร์บอนโนนิล) จะหันเข้าไปเกาะกับสิ่งสกปรกคราบไขมัน   ในขณะที่โครงสร้างส่วนที่ชอบน้ำของ NPE จะเรียงตัวหันออกเข้าจับกับน้ำ เกิดการรวมตัวเป็นไมเซลล์ (micelle) ช่วยในการกระจายตัวอยู่ในตัวกลางที่เป็นน้ำ กักเก็บคราบไขมันไว้ภายใน


 

 
      
            นอกจากนี้การที่ NPE เป็นสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ จึงเกิดฟองน้อยและมีคุณสมบัติในการรวมตัวเป็นไมเซลล์ได้ที่ความเข้มข้นต่ำ   ล้อมรอบสิ่งสกปรกคราบไขมันไว้ด้านใน  จึงป้องกันสิ่งสกปรกที่กระจายตัวอยู่ในน้ำกลับมาเกาะที่พื้นผิวอีกครั้ง

ความเป็นพิษและอาการพิษ

            น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มี    NPE    เป็นส่วนผสม   หากใช้ในปริมาณและความเข้มข้นที่
เหมาะสมตามฉลากแนะนำ  จัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ    อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว ความรุนแรงของการเกิดพิษขึ้นกับความเข้มข้น ปริมาณที่ได้รับ และทางที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย

 
            มีรายงานความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสาร NPE เช่น หากรับประทาน สูดดม หรือสัมผัสกับผิวหนังที่ความเข้มข้นสูง ๆ   จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง มีอาการไอ วิงเวียน หายใจหอบถี่ อาเจียน

 
            จากการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า   ปริมาณสารต่ำสุดที่ทำให้หนูทดลองตายร้อยละ  50
อยู่ที่ประมาณ 1650 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม

ข้อควรระวัง

             ควรระวังการสัมผัสโดยตรงกับน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ยังมิได้ผ่านการผสมน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้บ้าง    น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารกลุ่มนี้ผสมอาจมีอยู่ในสัดส่วนประมาณไม่เกิน   ร้อยละ 3  แต่ในกรณีที่มีสารอื่นผสมในผลิตภัณฑ์นั้นด้วย เช่น กรด ด่าง สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวก อาจเพิ่มความรุนแรงของอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะหากมีการกระเด็น    เข้าตา    ผู้ใช้ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธี
ข้อบ่งใช้ ข้อควรระวังและคำเตือนตามที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์
           
             นอกจากนี้เนื่องจากสาร   NPE   มีรายงานความเป็นพิษในสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น แมลง      สัตว์และพืชน้ำหลายชนิด       มีการสะสมตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน   ดังนั้นจึงห้ามทิ้งขวดบรรจุภัณฑ์โดยตรงลงในแหล่งน้ำสาธารณะ

การปฐมพยาบาล

            ในกรณีที่ได้รับน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารนี้ผสมอยู่ในปริมาณเล็กน้อย มักไม่เกิดการระคายเคืองที่รุนแรงแต่อย่างใด  อาจเพียงแต่ล้างบริเวณสัมผัสด้วยน้ำ  แต่หากกรณีที่ได้รับสารในปริมาณมากให้ปฏิบัติดังนี้

 
             หากสัมผัสผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำจำนวนมาก หากเปื้อนเสื้อผ้าให้ถอดออกและล้างร่างกายด้วยน้ำมาก ๆ   หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด   จนอาการทุเลา ตรวจดูบริเวณที่สัมผัสสาร
หากอาการไม่บรรเทาให้รีบนำส่งแพทย์

 
             หากรับประทาน ในกรณีที่ปริมาณน้อยให้ดื่มน้ำเพื่อเจือจาง จัดร่างกายให้อยู่ในท่าศีรษะสูง เพื่อป้องกันการสำลัก ในกรณีที่ได้รับปริมาณมาก ห้ามทำให้อาเจียนและรีบนำส่งแพทย์

การเก็บรักษา

            เก็บในที่มิดชิดห่างจากเด็ก อาหารและสัตว์เลี้ยง


 
            น้ำยาบ้วนปากเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปากที่นิยมใช้เพื่อช่วยเสริมการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากนอกเหนือไปจากการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน โดยมีอยู่หลากหลายชนิดให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ทั้งแบบชนิดที่มีรสหอม    เพื่อช่วยทำให้ช่องปากสดชื่น ชนิดที่มีฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ และชนิดที่มีสารระงับเชื้อเพื่อช่วยลดปริมาณคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปาก ผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากส่วนใหญ่ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดนั้นมักมีสารต้านเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนผสมนอกเหนือไปจากการมีรสหอมน่าใช้ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาโรคเหงือกและฟันและปัญหากลิ่นปากได้ดีขึ้น โดยหนึ่งในสารระงับเชื้อที่พบว่ามีการเติมลงในผลิตภัรฑ์น้ำยาบ้วนปากคือ ไธมอล

 

โครงสร้างทางเคมีและกลไกการออกฤทธิ์

          ไธมอล (thymol) หรือไอโซโพรพิลเมธิลฟีนอล (isopropylmethylphenol, IPMP) เป็นสารอนุพันธ์ในกลุ่มโมโนเทอร์ปีน ฟีนอล (monoterpene phenol) ซึ่งพบได้ในธรรมชาติในน้ำมันที่สกัดจากต้นไธม์ (thyme)
          ไธมอลมีกลิ่นหอมและยังมีฤทธิ์ดีในการระงับเชื้อ สารนี้ละลายน้ำได้ค่อนข้างน้อย แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์และตัวทำละลายอินทรีย์


 

 
โครงสร้างทางเคมีของไธมอล

 
          ไธมอลเป็นที่นิยมนำมาใช้ผสมในน้ำยาบ้วนปากดับกลิ่นและน้ำยากลั้วคอในสัดส่วนประมาณร้อยละ 0.05 ถึง 0.06 โดยสามารถออกฤทธิ์ระงับเชื้อโดยมีกลไกการทำงานไปทำลายผนังเซลล์แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ทำให้เสียสมดุลย์ เซลล์แตกและตายในที่สุด โดยไธมอลจะคงตัวอยู่ในช่องปากและยังคงมีฤทธิ์ในการระงับเชื้ออยู่ภายหลังการใช้ประมาณ 2 ชั่วโมง

 

ความเป็นพิษ

          ไธมอลจัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษ เป็นอันตรายหากกลืน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายหากสูดดมหรือสัมผัสกับสารนี้โดยตรง ทั้งนี้มีรายงานค่าความเป็นพิษของไธมอล โดยพบว่าปริมาณสารไธมอลที่ทำให้หนู (rat) ตายร้อยละ 50 เมื่อให้โดยการรับประทานมีค่าเท่ากับ 980 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และปริมาณที่ทำให้หนู (mouse) ตายร้อยละ 50 เมื่อให้โดยการฉีด มีค่าเท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นต้องมีความระมัดระวังในการทำงานกับสารดังกล่าว สำหรับการนำไธมอลมาผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน แป้งผงโรยตัว น้ำยาทำให้ปากสดชื่น เป็นต้น ต้องใช้ที่ความเข้มข้นในปริมาณที่เหมาะสมตามกำหนด
         

อาการพิษ

         หากรับประทานไธมอลที่มีความเข้มข้นสูง ๆ จะทำให้เกิดพิษเช่นเดียวกับฟีนอล แต่อาจมีความเป็นพิษน้อยกว่า โดยทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่ออก ท้องเสีย ไปจนถึงหมดสติ    
อย่างไรก็ตามในกรณีของไธมอลที่ใช้ผสมในน้ำยาบ้วนปาก (มีไธมอลผสมอยู่ในปริมาณประมาณร้อยละ 0.05 ถึง 0.06) ยังไม่มีรายงานถึงอันตรายหรือความเป็นพิษ


ข้อควรระวัง
 

       ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสไธมอลที่มีความเข้มข้นสูงโดยตรง สำหรับน้ำยาบ้วนปากที่มีไธมอลเป็นองค์ประกอบมักพบว่าเป็นชนิดที่มีแอลกอฮอล์ผสมในปริมาณค่อนข้างสูง (เพื่อช่วยในการละลายของไธมอลที่ละลายได้ไม่ดีในน้ำ) จึงต้องระมัดระวังในการใช้ ให้อ่านวิธีใช้ข้างขวดให้รอบคอบ ไม่ควรใช้บ่อยหรือในปริมาณมากกว่าที่กำหนด และอย่าเผลอกลืน เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกต่าง ๆ ได้บ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณและความถี่ของการใช้

 

การปฐมพยาบาล

      เนื่องจากไธมอลที่ผสมในน้ำยาบ้วนปากมีในปริมาณน้อย และยังไม่มีรายงานถึงอันตรายและการเกิดพิษ ในกรณีที่เผลอกลืนลงไปในปริมาณเพียงเล็กน้อยไม่ควรที่จะทำให้เกิดการระคายเคือง อย่างไรก็ตามหากกระเด็นเข้าตา ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองทุเลา หากมีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์

 

การเก็บรักษา

    ตามวิธีที่ระบุไว้บนฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่มีไธมอลเป็นส่วนผสม


 

            ยาสีฟันหมายถึงสารที่ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น เพื่อรักษาสุชอนามัยในช่องปาก โดยทั่วไปยาสีฟันมักมีการแต่งสี กลิ่นและรสชาดเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกสดชื่นฟันสะอาด ยาสีฟันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอียิปต์โบราณ โดยทำมาจากส่วนผสมของดอกไอริส (iris flowers)  จากนั้นชาวกรีกและชาวโรมันได้มีการพัฒนาสูตรยาสีฟันโดยการเติมสารขัดฟัน (abrasive) เช่น กระดูกป่น หรือเปลือกหอยลงไปในยาสีฟันด้วย ต่อมาช่วงราวศตวรรษที่ 18 ยาสีฟันสูตรอเมริกันและอังกฤษที่ที่มีส่วนผสมของขนมปังเผาอยู่ด้วยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีสูตรยาสีฟันที่มีส่วนผสมของยางต้นไม้ อบเชย และอะลูมินาเผาด้วย  แต่การใช้ยาสีฟันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกระทั่งในศตวรรษที่19 ประมาณช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บริษัทคอลเกตได้คิดค้นยาสีฟันแบบครีมบรรจุในหลอดบีบเพื่อจำหน่ายเป็นครั้งแรก (1)
ในค.ศ.1914 เริ่มมีการเติมฟลูออไรด์ลงในยาสีฟันแต่ยังไม่มีการรับรองถึงประสิทธิผลในการป้องกันฟันผุจากสมาคมทันตกรรมของอเมริกา จนกระทั่งในค.ศ.1950 บริษัท Procter & Gamble ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลในการป้องกันฟันผุของยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และได้การรับรองจากสมาคมทันตกรรมอเมริกา 
ปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่สามารถป้องกันฟันผุมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ   สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดให้ฟลูออไรด์ที่ผสมในยาสีฟันมีปริมาณได้ไม่เกิน 0.11%หรือ 1,100 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และจัดประเภทยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์เป็นเครื่องสำอางคุมพิเศษ (2)

ส่วนประกอบในยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ (3, 4)

1. ฟลูออไรด์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญซึ่งช่วยป้องกันฟันผุ โดยทำหน้าที่เคลือบฟัน ป้องกันการกัดกร่อนของกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย รวมทั้งกรดในอาหารด้วย รูปแบบของฟลูออไรด์ที่ใช้ผสมในยาสีฟันมี 2 ชนิด คือ โซเดียมฟลูออไรด์ (NaF)และ โซเดียม โมโนฟลูออโรฟอสเฟต (Na2PO3F) ซึ่งในแต่ละผลิดภัณฑ์จะมีสัดส่วนของฟลูออไรด์ทั้งสองต่างๆ กัน หรืออาจใช้เพียงชนิดเดียวก็ได้ แต่จะมีปริมาณฟลูออไรด์ได้ไม่เกิน 1,100 ppm ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด ซึ่งยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ส่วนใหญ่จะมีปริมาณฟลูออไรด์ 1,000 ppm  

 
2. สารขัดฟัน (Abrasives) ช่วยขจัดคราบอาหารและคราบหินปูนที่เกาะอยู่บนฟัน โดยทั่วไปนิยมใช้สารที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด ยาสีฟันควรมีสารขัดฟันมากพอที่จะกำจัดคราบอาหารและคราบหินปูน แต่ถ้าใช้มากเกินไปก็อาจจะทำลายเคลือบฟันของเราได้ สารขัดฟันที่นิยมใช้กันได้แก่ แคลเซียมฟอสเฟต (Ca2 (PO4)3) ไดแคลเซียมฟอสเฟตไดไฮเดรต (CaHPO4·2H2O) แมกเนเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg(OH)2) อะลูมิเนียมออกไซด์ไฮเดรต (Al2O3.H2O)   แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) หรือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) เป็นต้น

 
3. สารชำระล้าง (Detergents) ช่วยทำให้เกิดฟองและไม่ทำให้ยาสีฟันไหลออกจากปากขณะแปรงฟัน  สารเคมีที่ใช้โดยทั่วไปคือ โซเดียมลอริลซัลเฟต

 
4. สารเพิ่มความชื้น (Humectants) ช่วยทำให้ยาสีฟันมีรสสัมผัสของความชื้นไม่แห้งแข็ง สารเคมีที่ใช้โดยทั่วไปคือ กลีเซอรีน (glycerin) ซอร์บิทอล (sorbitol) และน้ำ นอกจากนี้ซอร์บิทอลยังทำให้ยาสีฟันมีรสหวาน ซึ่งอาจทำให้เด็กกลืนกินเข้าไปได้

 
5. สารเพิ่มความข้นหนืด (Thickeners) ช่วยเพิ่มความข้นหนืดให้แก่ยาสีฟัน สารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (carboxy methyl cellulose) และ คาราจีแนน (carragenan)

 
6. สารกันเสีย (Preservatives) ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ในยาสีฟัน สารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่ โซเดียมเบ็นโซเอท (sodium benzoate) เอทิลพาราเบน (ethyl paraben) เมทิลพาราเบน (methyl paraben) ไทรโคซาน (triclosan) เป็นต้น

 

วิธีใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์  

   ปริมาณยาสีฟันที่พอเหมาะในแต่ละช่วงอายุคือ
 
           เด็กอายุ 6 เดือน - 1 ปีครึ่ง ให้มีปริมาณยาสีฟัน แตะแต่เพียงพอชื้น
           เด็กอายุ1ปีครึ่ง – 3 ปี
 
ให้มีปริมาณยาสีฟัน
 
เท่าเมล็ดถั่วเขียว
           เด็กอายุ 3 ปี
 
ให้มีปริมาณยาสีฟัน เท่าเมล็ดข้าวโพด
           เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป – ผู้ใหญ่
 
ให้มีปริมาณยาสีฟัน ครึ่งเซ็นติเมตร
  และควรใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และแปรงฟันให้นานครั้งละ 1 – 2 นาทีขึ้นไป เพื่อให้  ฟลูออไรด์จากยาสีฟันสัมผัสกับผิวฟันเป็นเวลานานพอ จึงจะเกิดผลในการป้องกันฟันผุได้เต็มที่

ข้อมูลความปลอดภัย

การกลืนยาสีฟันเข้าไปอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนและท้องเสียได้ (1)หรือ หากได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ฟันตกกระ (dental fluorosis) ในกรณีที่รุนแรง ฟันจะเกิดเป็นรอยสีน้ำตาล ผิวฟันจะขรุขระ เป็นจุดและทำความสะอาดได้ยาก โดยเฉพาะจะเกิดปัญหากับฟันแท้ของเด็กเมื่อเด็กบริโภคฟลูออไรด์มากเกินไปในช่วงก่อนอายุ 6 ขวบ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กกินหรือกลืนยาสีฟันเข้าไปในขณะที่แปรงฟัน

           น้ำยาทำความสะอาดสารพัดประโยชน์  และน้ำยาเช็ดกระจกหลายยี่ห้อมีแอมโมเนียเป็นส่วนผสม  แอมโมเนียมีฤทธิ์เป็นด่างและสามารถกัดกร่อน  มีสูตรเคมีคือ NH3 ซึ่งปกติจะอยู่ในสถานะก๊าซไม่มีสีที่มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว   แต่เมื่อละลายน้ำ  จะอยู่ในรูปสารละลายของ  แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (NH4OH) อย่างไรก็ตามแอมโมเนียสามารถระเหยออกมาเป็นก๊าซ    และอาจเป็นอันตรายต่อทางเดิน หายใจและดวงตาได้ โดยทั่วไปความเข้มข้นของแอมโมเนียในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนอยู่ระหว่าง 5 – 10 % น้ำหนักต่อปริมาตร

ผลของแอมโมเนียต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง

ผลจากการสูดดม :

            หากได้รับในปริมาณไม่มากอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง  แสบจมูกและลำคอ ไอหรือจาม  แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่สูงขึ้นอาจถึงขั้นหายใจผิดปกติ   น้ำคั่งในปอดและอาจนำไปสู่การอุดตันของทางเดินหายใจได้  เด็กที่สัมผัส ก๊าซแอมโมเนียในปริมาณเท่ากับผู้ใหญ่  อาจจะได้รับผลกระทบจากแอมโมเนียมากกว่าผู้ใหญ่  และอาจทำให้มีอาการที่รุนแรงกว่า   เนื่องจากเด็กมีพื้นที่ผิวของปอดที่จะสัมผัสกับแอมโมเนียมากกว่าผู้ใหญ่

ผลเมื่อเข้าตา :

            แอมโมเนีย สามารถซึมซาบเข้าสู่ดวงตา  และเป็นอันตรายได้มากกว่าด่างชนิดอื่น ๆ  ดังนั้น
เมื่อผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนียเข้าตาโดยตรง  หรืออาจเป็นไอของแอมโมเนีย   แม้ในปริมาณต่ำ (100 ส่วนในล้านส่วน) จะทำให้เกิดการระคายเคืองเปลือกตาปิด และเป็นอันตรายต่อกระจกตาได้ หากได้รับแอมโมเนียในปริมาณมาก ๆ อาจถึงขั้นตาบอดชั่วคราวหรือถาวรได้

ผลจากการสัมผัสทางผิวหนัง :

            ทำให้เกิดการระคายเคืองและผิวหนังอักเสบและไหม้ ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับความแรงของแอมโมเนีย ระยะเวลาที่สัมผัส

ผลเมื่อรับประทานเข้าไป :

            ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และในบางรายมีอาการไหม้ของปาก คอหอย หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
 

การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับแอมโมเนีย

            การได้รับแอมโมเนียจากผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน    มักเกิดจากการสัมผัสทางผิวหนัง   น้ำยา
กระเด็นเข้าตา หรือการรับประทานเข้าไป

            หากสัมผัสแอมโมเนียทางผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก

            หากเข้าตาให้ชะล้างดวงตาด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก ๆ ถอดคอนแทคเลนส์ออกแล้วนำตัวไปส่งแพทย์

            หากรับประทานเข้าไปให้ดื่มน้ำหรือนม 1 - 2  แก้วทันที  อย่าพยายามทำให้อาเจียน อย่าให้
ดื่มสารละลายของกรดเข้าไป     เพื่อทำให้แอมโมเนียเป็นกลาง     รวมทั้งอย่าให้รับประทานผงถ่าน (activated carbon) แล้วจึงนำตัวผู้ป่วยส่งแพทย์

 

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

          - ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนีย  เข้ากับผลิตภัณฑ์ที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำยาฟอกขาวโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะเกิดปฏิกิริยาได้ก๊าซคลอรามีน(chloramine) ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อระบบทางเดินหายใจ รวมถึงไฮดราซีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

           - หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนีย   หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นโรคหอบหืด เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลกระทบจากแอมโมเนียมากกว่าคนปกติ

          - ระบายอากาศในห้อง  หรือบริเวณที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนียด้วยการเปิดหน้าต่าง หรือใช้พัดลมเป่า

          - ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์เปล่าที่ใช้หมดแล้ว สามารถทิ้งลงในถังขยะได้ แต่หากจำเป็นต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ที่ยังใช้ไม่หมดด้วยให้เจือจางด้วยน้ำปริมาณมากก่อนทิ้งภาชนะ


 

การเก็บรักษา

            ควรปิดฝาให้สนิท และเก็บในที่มิดชิด ห่างจากเด็กและอาหาร

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 28 - 36 จาก 1257