หน้าแรก arrow ติดต่อเรา
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2409543 คน
ขณะนี้มี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ติดต่อเรา

     ฟอร์มาลิน : สารปนเปื้อนในอาหาร

      ฟอร์มาลินหรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์หมายถึงสารละลายที่ประกอบด้วยแก๊ส ฟอร์มาลดีไฮด์ประมาณร้อยละ 37-40 (ในน้ำ)  มีเมทานอลปนอยู่ประมาณร้อยละ 10-15 เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปไปเป็นโพลิเมอร์พาราฟอร์มาดีไฮด์ซึ่ง เป็นพิษมากกว่าฟอร์มาลินมาก ฟอร์มาลินเป็นสารที่ใช้สำหรับดองศพเพื่อไม่ให้ศพเน่าเปื่อย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดห้องคนป่วย ดังนั้นพ่อค้า แม่ค้าจึงนิยมนำฟอร์มาลินมาแช่ผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเลสด ทำให้อาหารต่างๆ สดอยู่ได้นาน โดยไม่เน่าเสียเร็ว แต่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้นฟอร์มาลินหรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหารตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข หากใครใส่สารนี้ในอาหาร จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ฟอร์มาลินเป็นสารที่นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติก  และสิ่งทอ ดังนั้นจึงสามารถพบฟอร์มาดีไฮด์ซึ่งเป็นไอระเหยที่เป็นพิษได้จากวัสดุ สังเคราะห์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น กาว (วิทยาศาสตร์) ฝ้าเพดานสำเร็จรูป ผ้าใยสังเคราะห์ เตาแก๊สหุงต้ม สีทาบ้าน น้ำยาเคลือบเงาไม้ วัสดุบุผิว เฟอร์นิเจอร์ พาร์ติเคิลบอร์ด พรมสังเคราะห์ กระดาษทิชชู  น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งไอระเหยฟอร์มาดีไฮด์นั้นจัดเป็นสารพิษในอากาศ ทำให้เกิดมลพิษในอากาศและถ้าพบฟอร์มาดีไฮด์ในปริมาณมากก็อาจเป็นอันตรายกับ ผู้ที่ได้รับได้

      ลักษณะทั่วไปของฟอร์มาลินเป็นสารละลายใส  ไม่มีสี  มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว  เป็นสารรีดิวซ์รุนแรง เมื่อสัมผัสกับอากาศจะถูกออกซิไดส์ช้า ๆ ไปเป็นกรดฟอร์มิกซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน มีค่า pH ประมาณ 2.8-4.0 สามารถรวมตัวได้กับน้ำ แอลกอฮอล์ แต่ฟอร์มาลินไม่สามารถใช้ร่วมกับสารดังต่อไปนี้ คือ ด่างทับทิม ไอโอดีน และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าเป็นฟอร์มาลินที่เก็บไว้นานหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮต์ ( 4.4 องศาเซลเซียส ) ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปไปเป็น พาราฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นตะกอนสีขาวจึงไม่ควรนำไปใช้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ

ชื่อทางเคมี (Chemical Name):  ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)

หมายเลข
CAS Registry (CAS Registry Number): 000050-00-0

ชื่อพ้อง (Synonyms): Formaldehyde; Formalin; Methanal; Formic aldehyde; Methaldehyde

ชื่อ IUPAC (IUPAC Name): Formaldehyde

หมายเลข CAS (CAS Number): 8013-13-6

น้ำหนักโมเลกุล (molecular formula): 30.03

สูตรเคมี (Chemical Formula): CH2O

โครงสร้างทางเคมี

                                             

การใช้ประโยชน์

      ฟอร์มาลินเป็นสารที่นิยมใช้กันในหลายด้าน ดังนี้

      1. ด้านการแพทย์

      - ใช้ในการเก็บรักษา anatomical specimens เพื่อคงสภาพของเนื้อเยื่อไม่ให้เน่าเสีย
      - ใช้สารละลายฟอร์มาลินสำหรับฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือต่าง ๆ เช่น เครื่องฟอกเลือด (เครื่องล้างไต) เครื่องมือเครื่องใช้ในการเตรียมและสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยา วัคซีน
      - นอกจากนี้ ไอระเหยของฟอร์มาดีไฮด์สามารถนำมาอบห้องฆ่าเชื้อโรคตามโรงพยาบาลได้ด้วย
      - สารละลายฟอร์มาลินมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา

      2. เครื่องสำอาง

      - ใช้ในยาสีฟัน ยาบ้วนปาก สบู่ ครีมโกนหนวด เพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยใช้เป็นส่วนประกอบในความเข้มข้นที่ต่ำมาก
      - ใช้ในเครื่องสำอางเพื่อไม่ให้เหงื่อออกมาก
      - ใช้ในน้ำยาดับกลิ่นตัว และอื่นๆ
      - ใช้เป็นส่วนประกอบของแชมพูที่ใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง

      3. ด้านอุตสาหกรรม

      - สารประกอบเชิงซ้อนของฟอร์มาลินมีคุณสมบัติทำให้ผ้า และกระดาษแข็งเกาะกัน จึงนำมาใช้ในการทำบอร์ด หรือไม้อัด ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อผลิตผงที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงลักษณะน้ำหนักและความแข็งแรงของไหม สังเคราะห์ ใช้ในการรักษาผ้า ไม่ให้ยับ หรือย่น ในอุตสาหกรรมกระดาษ เพื่อให้กระดาษลื่นและกันน้ำได้
      - ฟอร์มาลินมีประโยชน์ใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์อื่นอีกมากมาย ที่ใช้มากคือนำไปทำเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ ที่มีชื่อเรียกกันว่า ยูเรีย-ฟอร์มัลดีไฮด์ (urea – formaldehyde) หรือ ฟีนอล-ฟอร์มัลดีไฮด์ (phenol – formaldehyde) ที่ใช้เป็นกาวสำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้ ใช้ทำโฟมเพื่อเป็นฉนวน เป็นต้น และใช้ในการผลิตเรซิน (melamine – formaldehyde)
      - ใช้ในการสังเคราะห์สีต่างๆ เช่น สีคราม สีแดง สีอะครีลิก
      - ใช้ในการย้อมเพื่อปรับปรุงให้สีและสีย้อมติดแน่นขึ้น
      - ใช้ในการฟอกสีและการพิมพ์ และฟอกหนัง เป็นต้น
      - ใช้ในการผสมโลหะ เพื่อระงับการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
      - ใช้สำหรับถ่ายภาพ ทำให้เก็บรักษาได้นาน

      4. ด้านการเกษตร

      - ใช้สำหรับการทำลายและป้องกันจุลินทรีย์และต้นไม้ที่เป็นโรค
      - ใช้ป้องกันผลิตผลเกษตรจากการเสียหายระหว่างการขนส่ง และการเก็บรักษา
      - ใช้ฆ่าเชื้อ ฆ่าเชื้อราในดิน
      - ใช้ทำความสะอาดสถานที่เก็บอุปกรณ์ เช่น ลังไม้
      - ใช้เป็นส่วนผสมของสารละลายที่ใช้เคลือบผัก ผลไม้จำพวกส้มระหว่างการเก็บเกี่ยวเพื่อชะลอการเน่าเสีย
      - ใช้เป็นปุ๋ย
      - ใช้ในบ่อเลี้ยงปลาเพื่อป้องกันการเกิดโรคในปลา

อันตรายจากฟอร์มาลิน       

      ในกรณีที่เราได้รับในปริมาณต่ำร่างกายสามารถกำจัดได้ แต่หากได้รับในปริมาณที่สูงขึ้น หรือมีความเข้มข้นมากขึ้น ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปเป็นกรดฟอร์มิค (Formic acid) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายการทำงานของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์ตายได้ ฟอร์มาลินนั้นมีพิษต่อระบบต่างๆ เกือบทั่วทั้งร่างกาย  ดังนี้    

      ฟอร์มาลินจะมีพิษต่อระบบทางเดินหายใจ หากได้รับในรูปของไอระเหยของฟอร์มัลดีไฮด์ แม้จะปริมาณต่ำ ๆ ถ้าถูกตาจะระคายเคืองตามาก ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้หลอดลมบวม ทำให้แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด ทำให้เป็นแผลหรือถึงขั้นตาบอด ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก และตายในที่สุด อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากได้รับสารโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เลยก็ได้ หากได้รับปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

      ฟอร์มาลินจะมีพิษร้ายแรงต่อระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณมาก จะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากได้รับสารนี้โดยการบริโภค  จะเกิดอาการพิษโดยเฉียบพลัน  ซึ่งอาการมีตั้งแต่ปวดท้องอย่างรุนแรง   อาเจียน  อุจจาระร่วง  ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ  ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิตเพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว   ถ้าหากได้รับในปริมาณ 60-90 ซีซี  จะทำให้การทำงานของตับ  ไต  หัวใจ  และสมองเสื่อมลง  และก่อให้เกิดการปวดแสบปวดร้อนที่คอและปาก  เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง หมดสติได้ นอกจากนี้ยังพบว่าฟอร์มาลินเป็นสารก่อมะเร็งด้วย

      mn,ฟอร์มาลินมีผลต่อผิวหนัง เมื่อสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคัน  เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษ จนถึงผิวหนังไหม้เปลี่ยนเป็นสีขาวได้หากสัมผัสโดยตรง

การปฐมพยาบาล

      - หากถูกผิวหนัง ให้รีบล้างออกทันทีด้วยการรินน้ำผ่านเป็นปริมาณมากๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที และจะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อใช้น้ำยาแอมโมเนีย 5% ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออกแล้วล้างร่างกายด้วยน้ำและสบู่อ่อน ส่วนเสื้อผ้าให้นำไปซักก่อนนำมากลับมาใช้ใหม่ ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์
      - หากผู้ป่วยเกิดระคายเคืองตา ให้รีบล้างออกจากตาโดยเร็ว ให้ล้างด้วยน้ำเกลือ น้ำเย็นให้ไหลผ่านตาเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที พร้อมเปิดเปลือกตาบนและล่างเป็นครั้งคราว หากยังมีอาการระคายเคืองอยู่ให้นำ ผู้ป่วยไปพบแพทย์
      - หากหายใจเข้าไป ให้รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่สัมผัสมายังที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ และให้ผู้ป่วยสูดไอน้ำจากน้ำที่เติมแอมโมเนีย สำหรับสูดดมลงไป 2-3 หยด ถ้ามีอาการรุนแรงให้ช่วยผายปอดและปั๊มหัวใจ  แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์
      - หากกลืนหรือกินฟอร์มาลินเข้าไป ถ้าผู้ป่วยยังมีสติอยู่ให้ดื่มน้ำตามเข้าไปเป็นปริมาณมากๆ หรือให้ดื่มน้ำนมตามเข้าไปหลังจากดื่มน้ำเข้าไปแล้ว หรือให้ activated charcoal เข้าไป ล้างบริเวณปากผู้ป่วย และให้บ้วนปากด้วยน้ำ รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด

ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค   

      แหล่งอาหารที่มักพบฟอร์มาลินปนเปื้อน ได้แก่ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักสด และผลไม้ ถ้าผู้บริโภคสงสัยว่าอาหารที่บริโภคนั้นมีฟอร์มาลินไม่ควรซื้อมารับประทาน  เพราะฟอร์มาลินเป็นสารที่มีกลิ่นฉุนมากเมื่อนำไปใส่ในอาหารดังกล่าว ผู้บริโภคจะได้กลิ่นฉุนแน่นอน ดังนั้นก่อนการรับประทานหรือประกอบอาหารควร ล้างให้สะอาดเสียก่อน เพื่อความมั่นใจและรับประทาน ได้อย่างปลอดภัย

       วิธีการตรวจสอบว่าอาหารมีฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่หรือไม่ อาจใช้วิธีสังเกตง่ายๆ ได้ดังนี้ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ให้สังเกตว่า หากถูกแสงแดด หรือลมเป็นเวลานาน แล้วยังสดอยู่ก็ไม่ควรซื้อ   ถ้าเป็นผัก ผลไม้ที่มีลักษณะแข็ง เขียว กรอบหรือสดผิดปกติ และถ้าเป็นปลา หรือกุ้งเนื้อแข็งแต่บางส่วน เปื่อยยุ่ย ไม่ควรซื้อมาประกอบอาหารเนื่องจากอาจจะได้รับอันตรายจากฟอร์มาลินที่ปน เปื้อนมาได้  ส่วนผักหรือผลไม้ ให้ดมที่ใบ หรือหักก้านดม หรือดมที่ผล ว่ามีกลิ่นแสบจมูกหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ามีฟอร์มาลินปนเปื้อน

      สำหรับการเลือกอาหารให้ปลอดภัยจากอันตรายของฟอร์มาลิน ควรเลือกซื้อดังนี้      ถ้าเป็นเนื้อที่ไม่แช่ฟอร์มาลิน หากถูกแสงแดด หรือลม เป็นเวลานานๆ เนื้อจะมีลักษณะแห้ง และไม่เต่งตึงอยู่เหมือนเดิม ควรเลือกซื้อผักอนามัย หรือผักกางมุ้ง เลือกผักที่ไม่มีลักษณะแข็ง หรือกรอบจนเกินไป การเลือกอาหารทะเลควรเลือกอาหารที่สด เนื้อไม่เปื่อยยุ่ย สีไม่ผิดปกติ และอาหารทะเลต้องวางจำหน่ายในน้ำแข็งตลอดเวลา ที่สำคัญต้องล้างอาหารให้สะอาดก่อนการปรุงเสมอ

       ฟอร์มาลินเป็นสารอันตรายหากใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม จึงจะมีประโยชน์ต่อเราและสังคมอย่างแท้จริง

           เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนย่อมมีความต้องการ ที่แตกต่างกันออกไป  รสนิยมในการรับประทานอาหารก็เช่นกัน  ดังนั้นในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารจึงนิยมใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหารกันมากขึ้น  วัตถุปรุงแต่งรสอาหารที่ใช้กันมาก คือ ผงชูรส ( Monosodium glutamate : MSG )
          ผงชูรสจัดเป็นสารเพิ่มกลิ่นรสอาหาร  นิยมใช้เติมลงในอาหารประเภทเนื้อสัตว์  ปลาและซุปต่างๆ  แต่ในการใช้จะต้องใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้

สูตรโครงสร้าง

สูตรเคมี

          C5H8O4 NNaH2O

ชื่อวิทยาศาสตร์

          Monosodium-L-Glutamate  monohydrate

กลไกการออกฤทธิ์

         ผงชูรสมีรสคล้ายเนื้อสัตว์และมีรสเปรี้ยว หวาน เค็มและขมปนกัน  ในการเสริมรสนั้น ผงชูรสจะกระตุ้นประสาทในปากและลำคอทำให้รู้สึกอร่อยขึ้น  โดยจะเกิดความรู้สึกซ่าเล็กน้อยและรสต่างๆจะค้างอยู่ในปากเป็นเวลานาน ผงชู รสจะช่วยเสริมรสชาติอาหารได้ดีในจำพวกอาหารคาว  เช่น ช่วยให้ไก่มีรสชาติมากขึ้น  นอกจากนี้ยังทำให้ความรู้สึกทางด้านรสชาติบางอย่างลดลงอีกด้วย เช่น ความฉุนของหัวหอม กลิ่นของผักดิบ เป็นต้น

ประโยชน์

          ทำให้อาหารมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น

การเกิดพิษ
          - ค่าความเป็นพิษ Acute IP LD50 ในหนู 4253 mg/kg
          - ค่าความเป็นพิษ Acute SC LD50 ในหนู 8000 mg/k
อันตรายจากผงชูรส
          Chinese  restaurant syndrome : อาการเมื่อร่างกายได้รับผงชูรสในปริมาณที่มากเกินไป โดยจะมีอาการ  ดังนี้  ร้อนบริเวณหน้า คอและศีรษะ  หน้าตึง บวม กระหายน้ำ  แน่นหน้าอกและปวดศีรษะ  อาการที่เกิดขึ้นจะหายไปภายใน 25-30 นาที  อาการและระยะเวลาที่เกิดขึ้นจะแปรผันตามปริมาณผงชูรสที่ได้รับด้วย ( การได้รับผงชูรสในขณะท้องว่างจะเกิดอาการพิษได้รวดเร็วกว่าเมื่อมีอาหารอยู่ ในกระเพาะอาหาร )
          ระบบประสาทส่วนกลาง : ผลการทดลองในหนู ( mice ) พบว่า เมื่อให้ผงชูรสปริมาณสูงๆ ( 1 g/kg น้ำหนักตัว) จะทำลายสมองของหนู 100 %  หากลดปริมาณลงเหลือ 0.5 g/kgน้ำหนักตัว  สมองส่วนไฮโปทาลามัสของหนูจะถูกทำลายประมาณ 52 % แต่ถ้าลดลงเหลือปริมาณ 0.25 g/kgน้ำหนักตัว ไม่พบผลใดๆเกิดขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้
          - ห้ามใส่ผงชูรสลงในอาหารทารก
          - สตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภคผงชูรส


 

           สเปรย์ระงับกลิ่นเท้าสำหรับใช้ฉีดเท้า เพื่อระงับเหงื่อ ป้องกันการเกิดกลิ่นเท้า ให้ความสดชื่นและบำรุงผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้า ผู้ที่ใส่รองเท้า หรือออกกำลังกายเป็นประจำ สเปรย์นี้ช่วยระงับเหงื่อ ป้องกันการเกิดกลิ่นเท้า กลิ่นเท้านั้นเกิดจากการที่ร่างกายผลิตเหงื่อออกมา และเมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราเข้าร่วมด้วย ก็จะเกิดการสร้างกลิ่นเหม็นขึ้นมา ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นเท้าที่ใช้ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมเป็นส่วนประกอบหลัก จัดเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ใช้เพื่อบดบังกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าร่างกายมีเหงื่อมาก และไม่ได้ชำระล้างให้เรียบร้อยก่อนใช้ น้ำหอมที่ใช้จะส่งผลให้เกิดกลิ่นใหม่ที่ฉุนได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่ต้านเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งสามารถทำลายและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัว และผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางคือผลิตภัณฑ์ต้านการขับเหงื่อ (antiperspirant) และระงับกลิ่น (deodorant) ซึ่งสามารถระงับการขับเหงื่อและกลิ่นได้ผลดีและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ในที่นี้จะกล่าวถึงสารที่นิยมใช้เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ต้านการขับเหงื่อและระงับกลิ่นคืออลูมิเนียมคลอไฮเดรท

 
อลูมิเนียมคลอไฮเดรท (Aluminum chlorohydrate)
ชื่อทางเคมี (Chemical Name): อลูมิเนียมคลอไฮเดรท (Aluminum chlorohydrate)
หมายเลข CAS Registry (CAS Registry Number): 1327-41-9
ชื่อพ้อง (Synonyms): Aluminum hydroxychloride, Aluminium chlorhydroxide, Aluminium chloride basic, Aluminium chlorohydrol, Polyaluminium chloride
น้ำหนักโมเลกุล (Molecular Weight): 174.45
สูตรเคมี (Molecular Formula): Al2Cl(OH)5

คุณสมบัติทางเคมีและกลไกการออกฤทธิ์

อลูมิเนียมคลอไฮเดรทมีลักษณะเป็นผงแกรนูลที่ดูดความชื้นได้ สามารถละลายได้ในน้ำ แต่ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ สารละลายของอลูมิเนียมคลอไฮเดรทความเข้มข้น 20% มีค่า pH ประมาณ 4.4 ถ้าทำให้เป็นด่างหรือเป็นกลาง จะหมดฤทธิ์การเป็นยาฝาดสมาน (astringents) เนื่องจากเกิดตะกอน trihydroxide และอลูมิเนียมคลอไฮเดรทจะเข้ากันไม่ได้กับโลหะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงกับการใช้ร่วมกับโลหะ และอลูมิเนียมคลอไฮเดรทสามารถใช้ได้ในรูปสารละลาย สเปรย์ และครีมเป็นต้น
อลูมิเนียมคลอไฮเดรทเป็นยาฝาดสมานอย่างอ่อน (mild astringents) ใช้ต้านการขับเหงื่อในยาระงับกลิ่น โดยเป็นสารที่ออกฤทธิ์ตกตะกอนโปรตีนเฉพาะบริเวณที่ทา ถูกดูดซึมเข้าในเซลล์ได้ต่ำ จึงออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณพื้นผิวของเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์เท่านั้น โดยทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ทาหดตัว รวมถึงรูขุมขนที่ผิวหนังหดตัวด้วย นอกจากนี้ยังทำลายเชื้อที่เป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นตัวได้

 

ความเป็นพิษและข้อควรระวัง

อลูมิเนียมคลอไฮเดรทเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อตา และอาจมีผลทำลายตาได้ และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ ดังนั้นควรใช้ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เข้าตา และสูดหายใจเข้าไป ควรฉีดสเปรย์ที่เท้า โดยถือขวดห่างออกมาประมาณ 6 นิ้ว
เกลือของอลูมิเนียมจัดเป็นสารนิวโรท็อกซิน (neurotoxin) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของเมมเบรนที่สิ่งกั้นสมองกับเลือด (blood-brain barrier, BBB) ทำให้ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลายได้ เนื่องจากอลูมิเนียมคลอไฮเดรทในสเปรย์ระงับกลิ่นเท้าเป็นสารที่ใช้เฉพาะบริเวณผิวหนัง ถูกดูดซึมเข้าในเซลล์ได้ต่ำ จึงมีความเป็นพิษต่ำแต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและใช้ในบริเวณที่ควรใช้  จากการวิจัยไม่พบว่าการใช้อลูมิเนียมคลอไฮเดรทจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้

การปฐมพยาบาล

เนื่องจากอลูมิเนียมคลอไฮเดรทเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อตาได้ ในกรณีที่กระเด็นเข้าตา ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองทุเลา หากมีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์

 

การเก็บรักษา

ตามวิธีที่ระบุไว้บนฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์

           ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำยาล้างเล็บคือ อะซีโตน หรือ Acetone โดย อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์     ที่ไม่มีสี     มีความเป็นพิษต่ำ     ระเหยง่าย     จึงมักถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมและใช้ในงานด้านเภสัชกรรม  โดยอะซีโตนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 80%  มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อ (antiseptic)   นอกจากนี้   อะซีโตนยังถูกสร้างขึ้นจากขนวนการเมตาโบลิซึมในร่างกาย โดยเป็นหนึ่งใน    Ketone bodies     ซึ่งพบในเลือด      เมื่อผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (ketoacidosis)     จากภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน  (diabetic acidosis)    หรือภาวะเลือดเป็นกรดจากการอดอาหาร (starvation acidosis)  ซึ่งถ้ามีอะซีโตนในเลือดในปริมาณมาก  จะสามารถได้กลิ่นอะซีโตนจากลมหายใจของ ผู้ป่วย

            แต่เนื่องจากในปัจจุบัน    ได้มีการกวดขันเรื่องการใช้ยาเสพติดที่เป็นสารระเหย   เช่น   กาว
ทินเนอร์  แลคเกอร์ มากขึ้น  ทำให้วัยรุ่นที่ติดสารระเหยหันมาใช้ยาทาเล็บ  และน้ำยาล้างเล็บ   ซึ่งมี
อะซีโตนเป็นองค์ประกอบหลัก  หยดใส่สำลีหรือทามือแล้วสูดดมแทน  เนื่องจากยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บหาซื้อได้ง่ายกว่า   และมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม   และดำเนินคดียากกว่าการดมกาว หรือ
ทินเนอร์  นอกจากนี้การสูดดมอะซีโตนในความเข้มข้นสูง  จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและ เกิดการเสพติดได้แช่นเดียวกับสารระเหยทั่วไป

ชื่อสารเคมี : อะซีโตน  Acetone

ชื่อพ้อง :  2-Propanone, beta-Ketopropane, Dimethyl ketone, Methyl Ketone, Aceton, Chevron acetone, Dimethylformaldehyde, Dimethylketal,  Ketone, dimethyl  ketone propane, Pyroacetic acid และ Pyroacetic ether

สูตรโครงสร้างทางเคมี  

                       

                                                  C3H6O
                                                MW 58.08
                                               Log P = 0.2

                                            

                                            
NFPA Label Key

กลไกการออกฤทธิ์

            อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์มีความเป็นขั้วสูงและมีพิษต่ำ สามารถล้างสีทาเล็บ Route of Exposure และการเกิดพิษ

            อะซีโตนสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนัง  การสูดดมและการกิน โดยอะซีโตนสามารถแพร่กระจายสู่ส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว  อะซีโตนจะถูกทำลายที่ตับและถูกกำจัดออกทางลมหายใจและปัสสาวะ โดยไม่มีการสะสมของสารในร่างกาย โดยปริมาณอะซีโตนในเลือดที่ทำให้พิษคือ 200 - 300 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรของเลือด  และถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณ 550 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรของเลือดจะทำให้เสียชีวิต

            เมื่อรับประทาน อะซีโตนจะทำให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่ของเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้   อาเจียน  นอกจากนี้ อะซีโตนยังถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหาร  และเยื่อบุทางเดินอาหาร  เข้าสู่กระแสเลือด  และทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทตามมา  การรับประทานอะซีโตนในปริมาณที่มากกว่า  50  มิลลิลิตร  (39.6 กรัม).  จะทำให้เกิดพิษของอะซีโตนอย่างเฉียบพลัน (Acute toxic effects)  ซึ่งทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท คล้ายกับการรับประทานเหล้า/เอธานอล ได้แก่ เดินโซเซ (ataxia)  ง่วงซึม (sedation) หมดสติ โคม่า และระบบทางเดินหายใจถูกกด (respiratory depression)   แต่อาการทางระบบประสาทที่เกิดจากการรับประทานอะซีโตน   จะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่า การรับประทานเหล้า  นอกจากอาการดังกล่าวยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียนและ hematemesis  ภาวะระดับน้ำตาล   และคีโตนในเลือดสูง   ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis)   และตับ และไตถูกทำลาย (hepatic and renal damage)  แต่ถ้าคนที่มีน้ำหนัก 67.5 กิโลกรัม  จะเสียชีวิตถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณที่มากกว่า 100  มิลลิลิตร (79.1 กรัม)   การรับประทานอะซีโตนไม่ทำให้เกิดพิษของอะซีโตนอย่างเรื้อรัง (Chronic toxic effects)

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

            ควรให้กินน้ำหรือนมมากๆ

            เมื่อสัมผัสอะซีโตน ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้  และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ถ้าเป็นการสัมผัสกับอะซีโตนต่อเนื่องเป็นเวลานาน   จะทำให้ผิวแห้ง  และเกิดการอักเสบของผิวตามมาเนื่องจาก  อะซีโตน  เป็นสารที่สามารถละลายไขมัน (defatting agent)   ถ้าอะซีโตนเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา

            การสูดดมอะซีโตน  จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา    เยื่อบุจมูก   และเยื่อบุทางเดินหายใจ   และทำให้เกิดการกดของระบบประสาท    เช่นเดียวกับสารระเหย     โดยการกดประสาทของ
อะซีโตนมีหลายระดับ ตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมจนถึงการเสพติด   ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณอะซีโตนที่ได้รับโดยถ้าได้รับในปริมาณไม่เกิน  237 ส่วนต่อล้านส่วน (574 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร)  เป็นเวลา 4 ชั่วโมง  จะให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ตื่นเต้น หงุดหงิด และ hostility  ถ้าได้รับในปริมาณมากถึง 250 ส่วนต่อล้านส่วน (605 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) เป็นเวลา 5.25 ชั่วโมง  ระบบประสาทจะถูกกดมากขึ้นและทำให้เกิดอาการหมดแรงอ่อนเพลียและปวดศีรษะ  ถ้าได้รับในปริมาณตั้งแต่ ส่วนต่อล้านส่วน (1210 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) ขึ้นไป เป็นเวลา  6 ชั่วโมง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ  และถ้าได้รับอะซีโตน ในปริมาณที่สูงมากหรือมากกว่า  > 29 กรัมต่อลูกบากศก์เมตรจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มึนงง สับสน และหมดสติ

            ถึงอย่างไรก็ตาม   อะซีโตนไม่ใช่สารก่อเกิดมะเร็ง  และไม่เหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ (teratogenic activity)

อาการแสดงและการวินิจฉัย

            อาการแสดงของการเกิดพิษ    ขึ้นกับลักษณะการได้รับอะซีโตนเข้าสู่ร่างกาย    ปริมาณของ
อะซีโตนที่ได้รับ และระยะเวลาที่ได้รับ

การเก็บรักษา

            เก็บให้พ้นมือเด็ก และไม่ควรเก็บใกล้ไฟ

            ปัจจุบันเครื่องสำอางมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน   การยืดผมถาวรเพื่อความเป็นระเบียบของเส้นผม เส้นผมตรง ไม่เสียเวลาในการจัดแต่งทรงผม เป่าหรือไดร์หลังสระ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตามอันตรายที่เกิดจากเครื่องสำอางก็อาจพบได้บ้างถึงแม้จะพบน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณ และจำนวนคนที่ใช้

หลักในการยืดผม

          ตามปกติเส้นผมที่มีสุขภาพดีมีค่า pH 4.5-5.5 ค่า pH   เป็นค่าที่บอกความเป็นกรด-ด่าง มีค่าตั้งแต่ 1-14 โดยที่ค่า pH 1 แสดงความเป็นกรดมากที่สุด ส่วนค่า pH 14 จะเป็นด่างมากที่สุด น้ำยาที่ใช้ยืดผม เรียกว่า รีแลกเซอร์ (relaxers) มีค่า pH 8.4-14   จึงมีคุณสมบัติที่ไปทำให้เส้นผมเปลี่ยนแปลงจากสภาวะที่เป็นกรดอ่อนๆ ไปเป็นด่าง  เป็นสาเหตุทำให้ผมแห้ง หยาบ  และเส้นผมอาจถึงกับแตกหรือขาดได้ ดังนั้นหลังจากยืดผมใหม่ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แชมพูและครีมปรับสภาพผมเพื่อปรับสมดุล pH ของเส้นผม

 
          เมื่อทำการยืดผม น้ำยายืดผมจะแทรกซึมเข้าไปในชั้นกลาง (cortex) ของเส้นผมและเกิดการทำปฏิกิริยากับพันธะไดซัลไฟด์ (di-sulfide bonds) หรือพันธะซิสเตอีน (cysteine bonds) ซึ่งเป็นพันธะที่เชื่อมสายโซ่โปรตีนเข้าด้วยกัน  ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรง    และความคงตัวของโครงสร้าง
เส้นผม   ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากน้ำยายืดผมจะทำให้สายโซ่โปรตีนนี้แตกออก เส้นผมอ่อนตัวลงสามารถจัดรูปแบบใหม่ได้ตามต้องการ  และเมื่อทำการล้างน้ำยาออก กระบวนการต่อไปคือการทำให้เป็นกลางเพื่อปรับสภาวะผมให้มี  pH  เป็นปกติเกิดการซ่อมแซมสายโซ่โปรตีนที่แตกออกให้กลับมาเชื่อมกันมีความยืดหยุ่นและคงตัวตามเดิม ในรูปแบบใหม่ที่เส้นผมถูกทำให้ตรงไว้ ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดภายหลังนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปนานประมาณ   48   ชั่วโมงหลังจากรับบริการ    ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะ
สระผมในช่วงเวลานี้

 
          น้ำยายืดผม   มีสารที่ใช้อยู่   3   ชนิด   คือ    sodium hydroxide,     guanidine hydroxide  และ  ammonium thioglycolate

 
          โซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นรีแลกเซอร์ที่เป็นอันตราย   เนื่องจากมีความเป็นด่างแรงที่สุด มี pH 10-14  มีฤทธิ์กัด   ควรจะใช้กับเส้นผมที่หยิกมากๆ   ถ้าใช้ไม่ระมัดระวังอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บแสบ
หนังศีรษะ เส้นผมแห้งและแตก

 
          ส่วนสาร guanidine hydroxide (ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นสารผสมระหว่าง calcium hydroxide และ guanidine carbonate)   และ ammonium thioglycolate  มี  pH 9-9.5   มีความแรงน้อยกว่าโซเดียมไฮดรอกไซด์

 
          ในปัจจุบันการยืดผมให้ตรง  จะใช้ความร้อนเข้าช่วยโดยใช้สาร    ammonium thioglycolate และแผ่นเหล็กเรียบ (flat iron)  ที่ความร้อนสูง 170-230  องศาเซลเซียส  ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เส้นผมยืดตรงอย่างถาวร อ่อนนุ่ม เป็นประกาย และไม่โค้งงอ หยิก ซึ่งเส้นผมที่จะทำการยืดตรงนี้ควรมีความยาวอย่างน้อยสี่นิ้ว  เวลาที่ใช้ในการทำทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมงสำหรับผมสั้น ส่วนผมยาวจะใช้เวลานาน 4-5 ชั่วโมง  เนื่องจากใช้เวลานาน   ค่าบริการจึงแพง   อย่างไรก็ตามควรมีการทำซ้ำทุก
6 เดือน เนื่องจากผมที่งอกยาวขึ้นมาใหม่

 
          นอกจากนี้ไม่ควรสระผมเป็นเวลาอย่างน้อย     48   ชั่วโมง     หลังจากเข้ารับบริการ   ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปรับสมดุล  pH  และยังไม่แนะนำให้ทำการกัดสีผมหรือทำไฮไลท์เส้นผมหลังจากทำการยืดผม
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 19 - 27 จาก 1257