หน้าแรก arrow ติดต่อเรา
หน้าแรกลิงค์น่าสนใจติดต่อเรา
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |
หน้าแรก
ลิงค์น่าสนใจ
ติดต่อเรา
สมุดเยี่ยมชม
ศัทพ์เคมี
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2124818 คน
ขณะนี้มี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ติดต่อเรา

    หมายถึง การศึกษาเชิงปริมาณที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของสารเคมี สารตั้งต้น ผลิตผล ตลอดจนพลังงานของสารที่เปลี่ยนแปลงไปในปฏิกิริยาเคมี  คลิกครับ

    หมายถึง การศึกษาเชิงปริมาณที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของสารเคมี สารตั้งต้น ผลิตผล ตลอดจนพลังงานของสารที่เปลี่ยนแปลงไปในปฏิกิริยาเคมี  คลิกครับ

สารบัญ

สบู่เด็ก

ชื่ออื่น: Poly(chloroethanediyl) (IUPAC)
            โครงสร้างทางเคมี:


 

สูตรอย่างง่าย ของ PVC : (C2H3Cl)n



 
รูปจาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:PVC-3D-vdW.png
โดย สีเขียว เป็นสีของอะตอมของ chlorine สีขาว เป็นสีของอะตอมของ hydrogen
และ สีดำ เป็นสีของอะตอมของ carbon

 
รูปที่ 1 สูตรอย่างง่ายและโครงสร้าง 3 มิติของ PVC

 
PVC เกิดจากการเชื่อมต่อกันเป็นสายยาวของโมเลกุลของ vinyl chloride ดังในรูปที่ 1 และ 2 ได้เป็น พลาสติกที่มีความแข็งแรง สามารถทนต่อการขัดถู สามารถกันน้ำได้ดี  มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี  สามารถทนกรด-ด่าง และสารเคมีต่างๆได้ดี และที่สำคัญคือ พลาสติกชนิดนี้ไม่ติดไฟ และ ถ้าติดไฟจะดับได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากการเผาพลาสติกชนิดนี้จะทำให้เกิดแก็ส carbon dioxide (CO2 gas), carbon monoxide (CO gas) และ hydrogen chloride (HCl gas) ซึ่งไม่ติดไฟและสามารถไล่แก็สออกซิเจนออกไปจากบริเวณที่ติดไฟ แต่เนื่องจาก PVC เป็น พลาสติกที่แข็งแต่เปราะ และสลายตัวได้ง่าย เมื่อได้รับความร้อน หรือ เมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดเป็นเวลานาน จึงมักมีการเติมสารเติมแต่งต่างๆ (Additives) เช่น สารเพิ่มความคงตัว (stabilizer) สารเพิ่มความยืดหยุ่น (plasticizer) ลงไปในพลาสติกชนิดนี้เพื่อให้มีคุณสมบัติตามต้องการ ทำให้ PVC กลายเป็นพลาสติกที่มีความแข็งแรง ทนร้อน ทนไฟ ได้ดีกว่าและคงทนกว่าพลาสติกชนิด PP

 


 
รูปที่ 2 สมการเคมีแสดงการเกิด PVC จาก vinyl chloride monomer

 

การใช้งาน

            PVC เป็นพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้มีการใช้อย่างกว้างขวาง เราจึงสามารถพบพลาสติกชนิดนี้ได้รอบตัว ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน เช่น  ชั้นวางของ เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก รถเข็นเด็ก กรอบรูป อุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์สำนักงาน ผ้าปูโต๊ะ ตะแกรงคว่ำจาน Plastic Wrap ขวดน้ำดื่ม ม่านในห้องน้ำ รองเท้า กระเป๋า บัตรเครดิต เป็นต้น วัสดุที่ใช้สร้างอาคารบ้านเรือน เช่น รั้ว กรอบประตู-หน้าต่าง  พื้น กระเบื้องยาง ท่อน้ำ ฉนวนหุ้มสายไฟ-สายโทรศัพท์  เป็นต้น นอกจากของใช้ในบ้านและส่วนประกอบภายในบ้านแล้ว ยังมีการใช้พลาสติก PVC เป็น ถุงใส่เลือด ถุงน้ำเกลือ สายน้ำเกลือ สายสวน เป็นต้น หรือเป็น ถุงมือยาง PVC ที่สามารถทนกรด-ด่าง และ ทนความร้อน (-30 – 80 C)ได้ดี

 


 
รูปที่ 3 ตัวอย่างภาชนะพลาสติกที่ทำจาก PVC และสัญญลักษณ์สำหรับการ Recycle

 

ความเป็นพิษ :

            PVC เป็นพลาสติกที่มีพิษต่อทั้งต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สาร Vinyl chloride ซึ่งเป็น monomerที่ใช้ในการผลิต PVC จัดเป็นสารก่อมะเร็ง สารเคมีชนิดนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งทางการรับประทาน ทางการหายใจ และการสัมผัศ ถ้าได้ร่างกายได้รับสารชนิดนี้เป็นอย่างต่อเนื่อง จะมีผลต่อการทำงานของตับโดยทำให้เกิดการผังผืดในตับ (hepatic fibrosis) อุดตันของหลอดเลือดดำในตับ (non-cirrhotic portal fibrosis) และความดันในหลอดเลือดดำในตับสูง (portal hypertension) และ ถ้ายังคงได้รับสารชนิดนี้เป็นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเนื้องอกและมะเร็งในหลายระบบของร่างกาย เช่น เนื้องอกในสมอง เนื้องอกในปอด มะเร็งของระบบน้ำเหลือง และมะเร็งในตับ โดยเฉพาะมะเร็งในตับชนิด angiosarcom ซึ่งเป็นมะเร็งของหลอดเลือดในตับที่พบน้อยมากและรักษาได้ยาก  ปัญหาของการเกิดพิษจาก สาร Vinyl chloride พบมากในผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตพลาสติก PVC
ส่วนปัญหาของการเกิดพิษในผู้บริโภคที่ใช้พลาสติก PVC มักเป็นปัญหาจากพิษที่เกิดจากสารเติมแต่ง (additives) ที่เติมลงในเนื้อพลาสติกเพื่อให้ได้พลาสติกที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ เช่น สาร plasticizer ที่ใส่ลงใน PVC เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น สาร plasticizer ที่ใช้ได้แก่ สาร di-2-ethylhexyl adipate (DEHA) และ สารประเภท phthalate ได้แก่ dibutyl phthalate (DBP) และ bis (2-ethylhexyl) phthalate (DEHP) สารเหล่านี้จะจับกับตัวพลาสติกอย่างไม่แน่นมากนัก ทำให้สามารถถูกปลดปล่อยออกจากพลาสติกได้ง่าย และเนื่องจากสารเหล่านี้สารมารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งทางผิวหนัว การรับประทาน การหายใจ หรือแม้แต่การเข้าสู่ระบบไหลเวียนของร่างกายโดยตรงจากการใช้สายน้ำเกลือที่ไม่ได้คุณภาพ จึงส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้มากกว่าสาร Vinyl chloride
สาร plasticizer เหล่านี้โดยเฉพาะสารประเภท phthalate เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปมีผลต่อระบบฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ โดยมีผลรบกวนการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์เพศชายในเด็ก จากการทดลองในสัตว์ การได้รับสาร plasticizer ชนิด DEHP ในปริมาณที่สูง ทำให้เกิดการฝ่อของอัณฑะ นอกจากผลดังกล่าวสารชนิดนี้ยังทำให้เกิดพิษต่อตับ และเป็นสารก่อมะเร็ง
ในแง่ของสิ่งแวดล้อม การเผาทำลายพลาสติก PVC จะทำให้เกิดแก็ส carbon dioxide (CO2 gas), carbon monoxide (CO gas) และhydrogen chloride (HCl gas) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ๖ตารางที่ 1 และ 2) โดยแก๊สเหล่านี้เมื่อรวมตัวกับความชื้นในอากาศจะได้สารละลายกรดที่มีคุณสมบัติในการกัดกร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวของแก็ส hydrogen chloride กับความชื้นในอากาศได้เป็น กรด hydrochloric ซึ่งเป็นกรดแก่ที่มีความกัดกร่อนสูงมาก

 
ตารางที่ 1 ชนิดของแก็สที่เกิดจากการเผาพลาสติกชนิดต่างๆ ในหน่วย กรัมของแก็สที่เกิด ต่อ 1 กรัมของพลาสติก


ตารางจาก http://www.vec.gr.jp/english/library/fire/2.html

 
ตารางที่ 2 ปริมาณในหน่วย ppm ของแก็สพิษที่เกิดจากการเผาพลาสติกที่ทำให้เสียชีวิต เมื่อได้รับแก็สพิษเหล่านี้ทางการหายใจเป็นเวลา 30 – 60 นาที



ตารางจาก http://www.vec.gr.jp/english/library/fire/2.html

สัญญลักษณ์สำหรับการ Recycle

ชื่อพ้อง : พอลิเอทิลีน, High-density Polyethylene, Polyethylene high-density, PEHD


สูตรโครงสร้างทางเคมี :
            พอลิเอทิลีนผลิตจากแก๊สเอทิลีนที่ผ่านกระบวนการเติมสารที่ทำให้สามารถจับตัวกันเป็นพอลิเมอร์ได้ภายใต้แรงดันขนาดต่าง ๆ ทำให้ได้พอลิเมอร์ที่มีขนาดตั้งแต่น้ำหนักโมเลกุลต่ำ (ลักษณะเป็นน้ำมัน หรือไขข้น) ไปจนถึงขนาดโมเลกุลสูง (ลักษณะเป็นของแข็งที่ยืดหยุ่นได้)

คุณสมบัติทางกายภาพ :

          HDPE มีโครงสร้างทางเคมีที่เป็นกิ่งสาขา (branching) น้อย จึงมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของพอลิเมอร์ค่อนข้างสูง มีความแข็งแรง เมื่อความหนาแน่นสูงขึ้นจะทำให้มีความแข็งและความเหนียวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อความหนาแน่นลดลง จะทำให้ผิวแตกรานได้ง่าย ทนความร้อนได้ไม่มากนัก แต่ทนสารเคมีได้ดี โดยทนความร้อน (ทนอุณหภูมิสูงถึง 110°C และทนอุณหภูมิสูงถึง 120°C ได้ในช่วงสั้น ๆ) แต่ไม่สามารถทนอุณหภูมิสูงในหม้ออัดไอน้ำ (Autoclave) เท่าพลาสติกชนิด PP (Polypropylene, สัญลักษณ์เลข 5) และทนต่อสารเคมีมากกว่า LDPE (Low-density polyethylene, สัญลักษณ์เลข 4) ทนต่อสภาพอากาศได้ดีพอสมควร แต่อากาศสามารถซึมผ่านได้
            HDPE มีสีขาวขุ่น โปร่งแสง มีความลื่นมันในตัว มีความเหนียวและยืดหยุ่น ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำจึงลอยน้ำได้ สามารถผสมให้มีสีต่าง ๆ ได้

ความเป็นมา :

            พอลิเอทิลีน (Polyethylene หรือ Polythene) ถูกค้นพบในปี 1933 โดย Reginald Gibson and Eric Fawcett แห่งบริษัท Imperial Chemical Industries (ICI) ในประเทศอังกฤษ วัสดุประเภทนี้มี 2 รูปแบบ คือ LDPE และ HDPE โดย LDPE ใช้ผลิตแผ่นฟิล์มและวัสดุสำหรับบรรจุหีบห่อ ส่วน HDPE มีความแข็งแรงกว่า ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ท่อน้ำ และอุปกรณ์ยานยนต์
            HDPE เป็นวัสดุประเภท Polyethylene Thermoplastic (Thermoplastic คือพลาสติกที่สามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้) ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม จัดเป็นพลาสติกที่ได้รับสัญลักษณ์เลข 2 ซึ่งหมายถึง Resin Identification Code 2 เพื่อความสะดวกสำหรับการจำแนกชนิดของพลาสติกในการนำกลับไปเวียนทำใหม่ (recycled)
            ในปี 1945 Earl Tupper แห่งบริษัท DuPont® สังเกตว่าพอลิเอทิลีนเป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่มีความเหนียว ทนทาน สามารถนำมาหล่อในแบบพิมพ์ให้มีขนาด รูปร่าง และผสมสีให้มีสีต่าง ๆ ได้ จึงเริ่มด้วยการผลิตแก้วน้ำพลาสติก และชามอ่าง ซึ่งได้รับความนิยมเนื่องจากมีน้ำหนักเบา สีสันน่าใช้ และต่อมาได้ผลิตภาชนะที่มีฝาปิดได้ด้วย ซึ่งเป็นที่มาของภาชนะบรรจุอาหารที่ได้รับความนิยมจากแม่บ้านในสมัยนั้น ในชื่อของทัปเปอร์แวร์ (Tupperware®) นั่นเอง

การใช้งาน :

            HDPE ทนทานต่อสารเคมีและตัวทำละลายหลายชนิด มีความยืดหยุ่นต่อแรงกระทบกระแทก ไม่แตกร้าวง่าย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตภาชนะบรรจุที่เตรียมจากการเป่าจากแม่พิมพ์ (blow molding) เนื่องจากหดตัวในแม่พิมพ์ได้ดีมาก ไม่ติดแม่พิมพ์ ทำให้ถอดออกจากแม่พิมพ์ได้ง่าย ภาชนะที่ผลิตจาก HDPE เช่น ขวดบรรจุนมสด ขวดบรรจุน้ำยาซักผ้า ถังบรรจุน้ำมันในยานยนต์ ท่อประปา โต๊ะ-เก้าอี้พับได้ ถุงพลาสติก ฯลฯ นอกจากนี้ HDPE ยังใช้ในการบุพื้นบ่อฝังกลบขยะเพื่อป้องกันการรั่วซึมของสารเคมีลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ
           

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก HDPE

- ขวดน้ำดื่ม ขวดบรรจุนม ถาดทำน้ำแข็ง
- ภาชนะ กล่อง กระปุกบรรจุอาหาร กระปุกยาและวิตามิน
- ขวดใส่สารเคมี ขวดสบู่เหลว (ขวดปั๊ม) ขวดน้ำยาซักผ้า กระป๋องแป้ง
- ลังและกล่องบรรจุสินค้า ถุงใส่ของ
- เครื่องเล่นเด็ก
- ฉนวนไฟฟ้า
- โต๊ะ เก้าอี้

ภาพจาก
http://WWW.HDPE-CONTAINERS.COM
ภาพจาก
http://jc1997.com/images/SolidCon/C86-005-Big.jpg)                       
 

 

ความปลอดภัย :

            HDPE มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากกว่า PVC (Polyvinyl chloride, สัญลักษณ์ 3) และ Polycarbonate (สัญลักษณ์ 7) ที่อาจปลดปล่อย Bisphenol A ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และมีข้อดีเหนือภาชนะที่ทำจากแก้ว โลหะ และกระดาษแข็ง เนื่องจากภาชนะที่ใช้ในการบรรจุอาหารต้องสัมผัสกับอาหารโดยตรง ผู้บริโภคจึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยของภาชนะเหล่านั้น ว่ามีการทำปฏิกิริยากับอาหารที่บรรจุอยู่หรือไม่ และมีการปลดปล่อยสารต่าง ๆ ออกมาสู่อาหารหรือไม่
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1 - 9 จาก 1257